คลังบทความของบล็อก

11.25.2556

ภัยจากสุขภัณฑ์

ภัยจากส้วม
กระทรวงสาธารณสุข เผยครัวเรือนไทยร้อยละ 98 มีส้วมถูกหลักสุขาภิบาลใช้ พร้อมระบุผลสำรวจส้วมสาธารณะล่าสุดพบ 6 จุดมีการปนเปื้อนอุจจาระสูงและเป็นเหล่งสะสมของเชื้อโรคมากที่สุด ได้แก่ 
1.ที่จับสายฉีดน้ำชำระ ตรวจพบร้อยละ 85 
2.พื้นห้องส้วม ร้อยละ 50 
3.ที่รองนั่งส้วม ร้อยละ 31 
4.ที่กดน้ำของโถส้วม ร้อยละ 8 
5.ก๊อกน้ำ ร้อยละ 7 
6.กลอนประตู ร้อยละ 3 
ดังนั้นหลังจากใช้ห้องน้ำห้องส้วมทุกครั้งต้องล้างมือฟอกสบู่ทุกครั้ง เพื่อขจัดอุจจาระหรือเชื้อโรคต่างๆ ที่อาจติดมากับมือ ป้องกันเชื้อติดต่อไปยังคนอื่น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก กระทรวงสาธารณสุข 
ภาพประกอบจาก internet

11.11.2556

Coffee

10 โมงครึ่ง คือชั่วเวลาที่ดีที่สุดในการดื่มกาแฟ 
          ผู้คนส่วนมากจะคิดว่าช่วงเวลาการดื่มกาแฟที่ดีที่สุดคือช่วงเช้าตรู่ แต่ที่จริงแล้ว ไม่ใช่?!
          หากแต่ที่จริงแล้วคาเฟอีนในกาแฟจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดถ้าบริโภคเวลา 10.30 น. เว็บไซต์เดลิเมล์ ได้ให้ข้อมูลจาก สตีเว่น มิลเลอร์ นักประสาทวิทยาจากUniformed Services University of the Health Sciences (USUHS) ในรัฐแมรี่แลนด์ ระบุว่า 
          การดื่มกาแฟจะได้ผลดีที่สุด เมื่อระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลในร่างกายต่ำ ในช่วง 09.30-11.30 น. ซึ่งคาเฟอีนในกาแฟจะเข้ากับฮอร์โมนดังกล่าวได้ดี ส่วนระดับของคอร์ติซอลจะสูงในช่วง08.00-09.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาเหมาะสมในการตื่นนอน และจะค่อยๆลดลงใน 1 ชั่วโมงหลังจากนั้น 
         ดังนั้น หากตื่นนอนในช่วง 9โมงเช้า ทิ้งระยะให้คอร์ติซอลลดระดับลงราว 1 ชั่วโมง ช่วงเวลาการดื่มกาแฟ นั่นคือเวลา 10โมงครึ่งพอดี 
          นอกจากนี้ระดับคอร์ติซอลจะสูงสุดในเวลาอาหารกลางวัน และเวลา 17.30-18.30 น. หมายความว่า ช่วงเวลาเหล่านี้ไม่เหมาะที่จะดื่มกาแฟ ถ้าดื่มเข้าไปประสิทธิภาพของคาเฟอีนจะไม่ช่วยให้ตื่นตัวเท่าใดนัก เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่แปลกที่ว่า บางทีเมื่อดื่มกาแฟตอนเช้าตรู่แล้ว จะรู้สึกว่าต้องการกาแฟอีก หรือต้องการเพิ่มความเข้มของกาแฟ ใครที่อยากได้รับพลังจากคาเฟอีนแบบเต็มประสิทธิภาพ ก็สามารถทำตามการศึกษานี้ได้เลย 
          ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

11.10.2556

พระบรมรูปทรงม้า

          11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2451 พระพุทธเจ้าหลวง (ร.5) เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดพระบรมรูปทรงม้า
          นอกจากนี้ยังเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีวางศิลาพระฤกษ์สร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม ณ พลับพลาในสวนแป๊ะเต๋ง บริเวณสนามหน้าพระที่นั่งอัมพรสถาน พิธีนี้เป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ร.ศ. 112 ซึ่งจัดขึ้นในวโรกาสที่พระองค์ทรงครองราชสมบัติเป็นเวลา 40 ปี ซึ่งถือได้ว่ายาวนานกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในประวัติศาสตร์ขณะนั้น
          พระบรมรูปทรงม้านี้พระองค์ทรงนำแบบอย่างมาจากพระบรมรูปของพระเจ้าหลุยส์แห่งฝรั่งเศส ที่กรุงปารีส ปั้นโดยช่างชาวฝรั่งเศสชื่อจอร์จ เซาโล โดยหล่อด้วยโลหะทองบรอนซ์ ยึดติดกับแท่นทองบรอนซ์ เป็นที่ม้ายืน หนาประมาณ 25 เซนติเมตร ประดิษฐานบนแท่นรอง ทำด้วยหินอ่อน สูงประมาณ 6 เมตร กว้าง 2 เมตรครึ่ง ยาว 5 เมตร สร้างขึ้นด้วยเงินที่ประชาชนได้เรี่ยไรสมทบทุน
           ส่วนพระที่นั่งอนันตสมาคมนั้นออกแบบโดยนาย เอ็ม อมานโย ชาวอิตาเลียน และนายซี อัลเลกรีเป็นวิศกร และเจ้าพระยายมราช เป็นแม่กองจัดการก่อสร้าง เสร็จสมบูรณ์ในปี 2485 ใช้งบประมาณก่อสร้าง 15 ล้านบาท จัดเป็นสถาปัตยกรรมแบบอิตาเลียน สมัยเรอเนสซอง มีลักษณะรูปโดมแบบเดียวกับมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ในกรุงโรม

10.26.2556

เงินพดด้วง

27 ตุลาคม พ.ศ. 2447 ประกาศเลิกใช้ เงินพดด้วง ทุกชนิด เนื่องจากความต้องการเงินตราไทยมีมากเพราะการค้าระหว่างประเทศขยายตัว การผลิตเงินพดด้วงไม่ทันใช้ รัชกาลที่ 5 จึงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ออกประกาศลงวันที่ 27 ตุลาคม 2447 มีความสำคัญว่า ได้โปรดให้สั่งว่า เงินพดด้วงซึ่งได้จำหน่ายออกจากพระคลังฯ ใช้กันแพร่หลายอยู่ในพระราชอาณาจักรเวลานี้ มีลักษณะปลอมแปลงได้ง่าย สมควรให้เลิกใช้เงินพดด้วงเสีย โดยตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2447 เป็นต้นไป ให้เลิกใช้เงินพดด้วงทุกชนิด ยกเป็นเงินตราที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

10.23.2556

เวียนศีรษะ

                ใครที่เวียนศีรษะอยากให้อ่านและลองทำกันนะคะ
สมุนไพรรักษาโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน
สวัสดีค่ะคุณเต่าญี่ปุ่นและพี่น้องบ้านกลมกลิ้ง ได้ทราบข่าวเรื่องคุณเต่าญี่ปุ่นกำลังประสบกับโรคเวียนศีรษะที่เกิดจากน้ำใน หูไม่สมดุล
จึงอยากเสนอยาของแพทย์ทางเลือก ซึ่งเคยใช้ได้ผลกับตัวเอง
เมื่อหลายปีก่อนเคยเป็นโรคนี้เหมือนกันค่ะ เป็นโรคที่ทรมานสุดๆ
มีอาการเป็นพักๆ เป็นๆหายๆ วันอันหนึ่งได้อ่านหนังสือนิตยสารดิฉัน มีคอลัมน์ชื่อเป็นหู เป็นตา ผู้ เขียนคือ คุณศิเรมอร อุณหธูป เธอเขียนว่ารู้จักกับคุณประกายเพชร ซึ่งเป็นแพทย์ทางเลือก แล้วได้ตำรายาปรับน้ำในหูให้สมดุลมาจากคุณประกายเพชร เลยลองทำ ยาทานตามที่คุณประกายเพชรแนะนำ แปลกจังตั้งแต่นั้นจนปัจจุบันนี้ไม่เคยเป็นโรคนี้อีกเลย เดชะบุญจริงๆยังนึกขอบพระคุณคุณศิเรมอร อุณหธูป และคุณประกายเพชร ที่ทำให้เราไม่ต้องทรมานด้วยโรคนี้อีกต่อไป 

แต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้ผลทุกคนหรือเปล่านะคะ อยากให้ลองเผื่อจะช่วยได้
ยาแก้อาการมึนงงจากโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

คุณประกายเพชรแนะนำให้ตำพริกไทยดำ 3 เม็ดจนละเอียด
ชงกับน้ำร้อน1ถ้วย รอจนน้ำเริ่มอุ่นตัวเสียก่อนจึงเติมน้ำผึ้งแท้ๆลง
ไป 1 ช้อนกาแฟ คนให้เข้ากัน ดื่มทุกวันตอนไหนก็ได้ 

เธอรับรองว่าหายเลย เพราะช่วยปรับสมดุลน้ำในหูโดยตรง
จะได้ไม่ต้องผ่าหรือขึ้นเขียง

ตอนที่เป็นโรคนี้ส่วนตัวแล้วคิดว่าพริกไทย 3 เม็ดนี้ดูจะน้อยไป
เลยตักพริกไทยดำบดละเอียดใส่ไปแบบไม่ได้นับเม็ด แต่ก็ไม่มากจนกลืนไม่ลง จิบบ่อยๆ พอหายขาดแล้วก็ไม่ได้ทำอีกเลยค่ะ

ขออวยพรให้คุณเต่าหายจากอาการนี้โดยเร็วนะคะ
ขอลงตำรายาอีกตัวที่คุณประกายเพชรได้แนะนำไว้ เพราะเห็นว่าสมาชิกบ้านนี้เดินทางข้ามประเทศกันบ่อย เผื่อจะเป็นประโยชน์บ้าง
สำหรับคนที่มีอาการตะครั่นตะครอเนื่องจากการเปลี่ยนที่ เปลี่ยนอากาศ คุณประกายเพชรเธอมีคนไข้เป็นพวกสจ๊วตกับแอร์โฮสเตส
ที่ต้องเดินทางขึ้นเครื่องไปประเทศต่างๆ แล้วไม่สบาย เธอได้ให้ทำแบบนี้ค่ะ

ให้ตำพริกไทยดำ 15 เม็ด
ลูกกระวาน 2 เม็ด 
เม็ดผักชี 1 ช้อนกาแฟ
ตำ ให้ละเอียดใส่ขวดแก้วเล็กๆ พกติดกระเป๋าไปบินด้วย หากมีอาการตะครั่น ตะครอเนื่องจากการเปลี่ยนที่ เปลี่ยนอากาศ จะได้เทผสมน้ำร้อน 1 ถ้วยกาแฟ (แบบmug) รอให้น้ำอุ่นแล้วเติมน้ำผึ้ง 1-2 ช้อนกาแฟ ชงให้เข้ากันแล้วดื่ม ขณะที่อุ่นๆค่อนไปในทางร้อน (ย้ำ สูตรนี้สำหรับคนที่อยู่ไม่เป็นที่ต้องเดินทางบ่อย เดินทางข้ามประเทศ ข้ามทวีป) 
ยังมียาตัวอื่นรักษาโรค กระเพาะ ลำไส้ของคุณประกายเพชรแนะนำไว้อีกบ้าง ถ้าเพื่อนๆสนใจ จะทยอยนำมาลงให้นะคะ แต่ตอนนี้ขอลงยารักษาอาการที่คุณเต่าญี่ปุ่น กำลังเป็นอยู่ก่อนค่ะ
Link    http://www.pantown.com

น้ำในหูไม่เท่ากัน

ใครที่เวียนศีรษะอยากให้อ่าน
วิธีรักษาโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน
คุณเคยมีอาการแบบนี้ไหม...
อยู่ดีๆ แท้ๆ ก็เกิดอาการเหมือนโลกหมุนติ้วอยู่รอบๆ ตัว หรือที่หลายๆ คนเรียกว่า อาการเวียนศีรษะบ้านหมุน กระเพาะอาหารเริ่มปั่นป่วน พร้อมจะอาเจียนออกมาได้ทุกเมื่อ ในหูมีเสียงดังอยู่ตลอดเวลา
เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์อาจจะบอกให้เข้าใจง่ายๆ ว่า คุณเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน แต่ที่จริงแล้ว เรียกว่า โรคแรงดันน้ำในช่องหูชั้นในผิดปกติ (ฟังชื่อโรคแล้วบ้านยิ่งหมุนหนักกว่าเดิม)
หูคนเราประกอบด้วยหูชั้นนอก หูชั้นกลาง และหูชั้นใน
หูชั้นในแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่มีลักษณะคล้ายก้นหอย ทำหน้าที่รับเสียง อีกส่วนหนึ่งเป็นอวัยวะรูปร่างคล้ายเกือกม้า 3 อัน ทำหน้าที่เกี่ยวกับการทรงตัว
หูชั้นในนอกจากจะแบ่งตามหน้าที่แล้ว ยังแบ่งตามโครงสร้างได้เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นกระดูก กับส่วนที่เป็นเยื่อหุ้มภายใน ส่วนที่เป็นกระดูกจะห่อหุ้มส่วนที่เป็นเยื่อหุ้มภายใน ภายในส่วนที่เป็นเยื่อหุ้มภายในจะมีของเหลวอยู่
เมื่อเกิดโรคแรงดันน้ำในช่องหูชั้นในผิดปกติ ของเหลวที่อยู่ภายในส่วนที่เป็นเยื่อหุ้มภายในจะคั่งมาก ทำให้การไหลเวียนไม่สะดวก แรงดันที่เพิ่มขึ้นในหูชั้นในจะขัดขวางการทำงานของกระแสประสาทที่เกี่ยวกับ การได้ยินและการทรงตัว ทำให้สูญเสียการได้ยินและความสมดุล เกิดอาการเวียนศีรษะขึ้น เมื่อแรงดันมากขึ้นผู้ป่วยจะรู้สึกตึงๆ ในหูข้างที่ผิดปกติ
อาการของโรค
- อาการเวียนศีรษะบ้านหมุน เป็นอาการที่พบได้บ่อย ร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อออก ลักษณะอาการคือจะเกิดขึ้นในทันทีทันใด อาจจะเป็นอยู่นานกว่า 20 นาที ถึง 2-3 ชั่วโมง อาการดังกล่าวมักเป็นรุนแรง แต่ไม่ทำให้หมดสติหรือเป็นอัมพาต เมื่อหายเวียนศีรษะ ผู้ป่วยจะรู้สึกเหมือนเป็นปกติ
- หูอื้อ อาจจะเป็นชั่วคราวหรือถาวรก็ได้ ถ้าเป็นระยะแรกๆ การสูญเสียการได้ยินจะเป็นแค่ชั่วคราว หลังจากหายเวียนศีรษะแล้ว การได้ยินจะกลับมาเป็นปกติ แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการเวียนศีรษะบ่อยๆ หรือเป็นมานาน อาการหูอื้อมักจะเป็นถาวร บางครั้งอาจถึงขั้นหูหนวกไปเลยก็เป็นได้
- เสียงดังในหู ผู้ป่วยจะมีเสียงดังในหูข้างที่ผิดปกติร่วมด้วย เสียงดังในหูอาจเป็นตลอดเวลาหรือเป็นเฉพาะขณะที่เวียนศีรษะก็ได้
- อาการตึงๆ ภายในหูคล้ายกับมีแรงดัน เกิดจากแรงดันของน้ำในช่องหูชั้นในที่ผิดปกติ
สาเหตุของโรค
ผู้ป่วยที่เป็นโรคแรงดันน้ำในช่องหูชั้นในผิดปกติ ส่วนใหญ่มักจะไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ในกลุ่มที่ทราบสาเหตุจะเรียกว่า กลุ่มอาการมีเนีย ได้แก่ โรคซิฟิลิส หูน้ำหนวก เป็นต้น เพราะฉะนั้นโรคนี้จึงรักษาไม่หายขาด เพียงแต่สามารถรักษาอาการเวียนศีรษะให้หายเป็นปกติได้เท่านั้น อาการผิดปกติอาจเกิดขึ้นกับหูเพียงข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้ ระยะแรกๆ มักเป็นข้างเดียว แต่เมื่อเป็นนานๆ เข้า โอกาสที่หูข้างที่สองจะเป็นร่วมด้วยก็มีมากขึ้น
การรักษา
ทำได้โดยการควบคุมอาหาร ลดอาหารที่มีรสเค็ม โดยจำกัดเกลือ แนะนำให้เติมเกลือลงในอาหารวันละไม่เกิน 2 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนชา
การรักษาทางยา ได้แก่
- ยาขับปัสสาวะ เพื่อลดสภาวะอาการบวมและคั่งของน้ำในหูชั้นใน
- ยาลดอาการเวียนศีรษะและคลื่นไส้อาเจียน ควรใช้ในขณะที่มีอาการเท่านั้น
- ยากล่อมประสาทและยานอนหลับ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยผ่อนคลายและนอนหลับได้เป็นปกติ
- ยาขยายหลอดเลือด เพื่อช่วยลดอาการบวมและคั่งของน้ำในหูชั้นใน
สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาทางยาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดให้
ข้อควรปฏิบัติต่างๆ ที่สำคัญ ได้แก่
- ลดภาวะเครียด ควบคุมอารมณ์ให้เบิกบานแจ่มใส
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- พักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉพาะเวลานอนหลับ อาจมีเสียงรบกวนในหูมาก จนทำให้นอนไม่หลับได้ ข้อแนะนำคือ เปิดเพลงเบาๆ ขณะนอน เพื่อกลบเสียงที่รบกวนในหู
- หลีกเลี่ยง ชา กาแฟ และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ รวมทั้งบุหรี่ เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้อาการแย่ลง
- การบริหารระบบการทรงตัว เป็นการบริหารศีรษะและการทรงตัว ทำให้สมองสามารถปรับตัวได้รวดเร็วขึ้น
- พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น เช่น สถานที่ที่มีเสียงดัง แสงแดดจ้า หรืออากาศร้อนอบอ้าว เป็นต้น
- จัดสถานที่ ทั้งที่บ้านและที่ทำงานให้ปลอดภัย ทางเดินที่ต้องเดินเป็นประจำ ควรปราศจากของมีคมหรือตกแตกง่าย
- หลีกเลี่ยงกิจกรรมบางอย่างที่อาจทำให้เกิดอันตรายหากเกิดอาการขึ้นมา เช่น การขับรถ
การปฏิบัติตัวตามคำแนะนำดังกล่าว เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยลดภาวะอาการของโรคลงได้
Link  http://www.panyathai.or.th/

10.21.2556

รางจืด

รางจืด
          เป็นสมุนไพรที่รู้จักกันกว้างขวางในเรื่องสรรพคุณช่วยลดสารพิษ โดยเฉพาะบรรดาคอเหล้าทั้งหลายมักนิยมนำไปต้มดื่มเพื่อแก้อาการเมาค้างหรือ ถอนพิษเมาค้าง นอกจากรางจืดตัวนี้แล้ว ยังมีว่านรางจืดอีกตัวที่นิยมอมก่อนไปกินเหล้า เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้ไม่เมาเหล้า (แล้วจะกินไปทำไมก็ไม่รู้ให้เปลืองเงิน)
          นอกจากนี้ ชาวบ้านตามชนบททั่วไปยังใช้ถอนพิษเมาเบื่อจากเห็ด โดยส่วนมากชาวชนบทมักจะนิยมเก็บเห็ดไปทาน โดยบางคนก็ไม่มีความรู้ว่าเห็ดที่ตนเก็บมานั้นกินได้หรือไม่ ด้วยเหตุนี้เองที่เรามักพบข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่ามีคนกินเห็ดจนต้องเข้า โรงพยาบาลล้างท้องทุกปี แต่หมอพื้นบ้านเขาต้มล้างจืดให้ดื่มแก้ทางกันไม่นานอาการก็ดีขึ้น
          
สรรพคุณของรางจืดตามตำราใช้รากและเถามาปรุงเป็นยาถอนพิษ แก้พิษเบื่อเมา แก้พิษไข้ หรือใช้เป็นยาแก้ร้อนในกระหายน้ำ ส่วนมากจะพบตามร้านขายยาหรือหมอพื้นบ้านที่ใช้รากหรือเถา แต่โดยทั่วไปนั้นจะใช้ใบรางจืดตากแห้งต้มดื่มหรือชงดื่มเป็นชา 
          งานวิชาการหรืองานวิจัยเกี่ยวกับรางจืดยังไม่พบมากนัก จริง ๆ แล้วถ้ามีการส่งเสริมการวิจัยสมุนไพรตัวนี้ให้สามารถใช้ได้ ศึกษาเพิ่มเติมทางคลินิกถึงความปลดภัย น่าจะมีอนาคตไกล ที่สำคัญคุณสมบัติอย่างนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของประชาชนด้วย
          วิธีใช้ คัดเลือกใบแก่ ล้างให้สะอาด แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตากแดดหรืออบให้แห้ง ใช้ต้มดื่มหรือชงแบบชาเป็นประจำเช้า-เย็น วันละ 1 แก้ว

8.31.2556

PRAPA

8.25.2556

เรื่องต้องห้าม

5 เรื่องต้องห้าม...ยามปลอบใจคน
หลายครั้งหลายครา เวลาที่คนใกล้ตัวเราเศร้าเสียใจ หรือมีปัญหา เรามักปลอบใจพวกเขาด้วยวิธีต่างๆนานา ซึ่งบ่อยครั้ง(โดยไม่ตั้งใจ) สิ่งที่เราทำลงไปกลับยิ่งทำให้สถานการณ์ย่ำแย่กว่าเดิม และวันนี้เรามีเทคนิคง่ายๆที่จะช่วยให้คุณเป็นนักปลอบใจที่ดีขอเพียงใส่ใจและไม่ทำ 
"5 เรื่องต้องห้าม...ยามปลอบใจคน" ดังนี้
Do : ให้กำลังใจ ในเวลาที่คนใกล้ตัวของเรากำลังเศร้า พยายามอย่าปลอบใจด้วยคำว่า "อย่า" เพราะให้ความรู้สึกเหมือนกำลังบังคับหรือสั่งมากกว่าการปลอบใจ ดังนั้น หากเจอสถานการณ์นี้ ควรให้กำลังใจและลองหากิจกรรมดีๆที่น่าจะนำพาเขาออกจากความทุกข์ได้ เช่น กิจกรรมจิตอาสาต่างๆ ทำบุญใส่บาตร ปลูกป่าชายเลน เลี้ยงอาหารเด็กกำพร้า ฯลฯ
Do : บอกสิ่งที่ควรทำ การหาความผิดหรือนำความผิดของเขามาพูดตอกย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ช่วยอะไร เพราะส่วนมากคนที่ทำผิดมักรู้ความผิดของตัวเองดีอยู่เเล้ว สิ่งที่ควรทำคือบอกสิ่งที่ถูกให้เขาฟังเเทน เช่น บอกเขาว่า "ความจริงใจและความซื่อสัตย์อาจทำให้เธอมีความรักที่แสนวิเศษก็ได้นะ
Do : ฟังให้มากกว่าพูด การปลอบใจที่ดีที่สุดคือการรับฟังในสิ่งที่เค้าพูด เพราะบางคนที่กำลังเศร้าก็ไม่ได้อยากได้วิธีแก้ปัญหาอะไรเลย เพียงแต่ต้องการคนที่รับฟังและอยู่ข้างๆ เท่านั้น
Do : รู้สึกอย่างไร ทุกครั้งที่ปลอบใจ พยายามอย่าใช้คำถามที่เริ่มต้นด้วยคำว่า "ทำไม" เพราะจะทำให้ผู้ฟังรู้สึกเหมือนถูกตำหนิทางอ้อม แต่ให้ถามว่า "รู้สึกยังไงกับเหตุการณ์นั้น" เพื่อให้ผู้ที่กำลังเศร้าได้ระบายความในใจและได้ทบทวนความรู้สึกตัวเองอีกครั้ง
Do : รู้สึกอย่างไร ทุกครั้งที่ปลอบใจ พยายามอย่าใช้คำถามที่เริ่มต้นด้วยคำว่า "ทำไม" เพราะจะทำให้ผู้ฟังรู้สึกเหมือนถูกตำหนิทางอ้อม แต่ให้ถามว่า "รู้สึกยังไงกับเหตุการณ์นั้น" เพื่อให้ผู้ที่กำลังเศร้าได้ระบายความในใจและได้ทบทวนความรู้สึกตัวเองอีกครั้ง
ข้อมูลจาก:secret 

อานิสงส์ของการบำรุงบิดามารดา

อานิสงส์ของการบำรุงบิดามารดา
การตอบแทนบุญคุณของบิดามารดาถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อคนเป็นลูก เพราะจะช่วยส่งเสริมให้ชีวิตของคุณนั้นรุ่งเรือง เจริญก้าวหน้าต่อๆ ไป ซึ่งอานิสงค์ที่จะเกิดขึ้นกับคุณมีดังต่อไปนี้
อานิสงส์ของการบำรุงบิดามารดา มี 13 ประการ คือ
1. ทำให้มีความอดทน
2. ทำให้เป็นคนมีสติรอบคอบ
3. ทำให้เป็นคนมีเหตุผล
4. ทำให้พ้นทุกข์ได้
5. ทำให้พ้นภัยได้
6. ทำให้ได้ลาภโดยง่าย
7. ทำให้แคล้วคลาดภัยในยามคับขัน
8. ทำให้เทวดาลงมาพิทักษ์รักษาผู้ที่ทำ
9. ทำให้ได้รับการยกย่องสรรเสริญ
10. ทำให้มีความเจริญก้าวหน้า
11. ถ้ามีลูกก็จะได้ลูกที่ดี
12. ทำให้มีความสุข
13. ทำให้เป็นตัวอย่างอันดีแก่อนุชนรุ่นหลัง
วิธีตอบแทนบุญคุณพ่อแม่
1. เลี้ยงดูท่านยามชรา เอาใจใส่การกินอยู่หลับนอนของท่านไม่ให้เดือดร้อน เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ท่านแก่ เช้าวันใหม่ท่านแก่ไปอีกวันแล้ว เรารู้ว่าท่านแก่ทุกวันก็แล้วกัน จะได้ตอบแทนได้ทุกวัน ไม่ต้องดูอายุ
2. ช่วยเหลือกิจการงานของท่าน ช่วยแบ่งเบาภาระของท่านเพื่อให้ท่านมีโอกาสพักผ่อนเพราะท่านเหนื่อยมามากแล้ว หรือเปิดโอกาสให้ท่านได้เข้าวัดฟังธรรมะ
3 .ไม่ทำตัวให้เสื่อมเสียแก่ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลของท่าน รักษาวงศ์ตระกูลที่ท่านให้มา ดำรงอยู่ได้นานๆคือ ทำความดีนั้นเอง
4. ประพฤติตนดีควรแก่การรับมรดก ไม่ใช่อยู่เพื่อหวังมรดก ไม่เกะกะเหลวไหล ไม่สุรุ่ยสุร่ายผลาญทรัพย์สมบัติที่ท่านมอบให้
5. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้วก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้อย่างสม่ำเสมอ แม้ท่านจะเกิดในภูมิที่สูงกว่าหรือไม่สามารถรับกุศลได้ การระลึกและแผ่เมตตาจิตให้แก่พ่อแม่เป็นมงคลอันประเสริฐ
พระพุทธองค์ตรัสว่า ถ้าบุตรจะพึงวางบิดามารดาไว้บนบ่าสองข้างของตน ประคับประคองท่านให้อยู่บนบ่านั้น ป้อนข้าวป้อนน้ำให้ท่าน ถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนบ่านั้นเสร็จ แม้บุตรจะมีอายุถึง ๑๐๐ ปี และปรนนิบัติท่านเช่นนั้นตลอดชีวิต ก็ยังนับว่าตอบแทนบุณคุณท่านยังไม่หมด พระพุทธองค์ตรัสเพื่ออะไร เพื่อจะได้ให้รู้ว่าสิ่งที่เราควรกระทำก่อนจะไปแสวงหานอกบ้านนั้นอยู่ใกล้เราเหลือเกิน แต่เราไม่เคยมองดูคุณค่าอันนี้เลย ทำให้แก่พ่อแม่ พ่อแม่ก็มีวิบากดีที่ได้ลูกดี แต่คนที่ทำมีมงคลชีวิต
วิธีตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ให้หมด มี 5 ประการ คือ
1. เมื่อท่านยังไม่ศรัทธาในพระพุทธศาสนา ก็พยายามชักนำให้ท่านตั้งอยู่ในศรัทธาให้ได้
2. ถ้าท่านยังไม่ถึงพร้อมด้วยการให้ทาน ก็พยายามชักนำท่านให้บริจาคทานให้ได้ เริ่มต้นด้วยเราทำแล้วให้ท่านจบ
3. ถ้าท่านยังไม่มีศีลรักษา ก็พยายามชักนำให้ท่านรักษาศีลให้ได้
4. ถ้าท่านยังไม่ทำสมาธิ ยังไม่มีความสงบ ก็พยายามชักนำให้ท่านหาความสงบให้ได้
5 . พยายามส่งเสริมท่านเดินทางสู่มรรค ผล นิพพาน อย่าขวางท่าน
เมื่อท่านถึงมรรค ผล นิพพาน ตอบแทนหมดไหม ? ฉะนั้นอะไรก็แล้วแต่ที่พ่อแม่กำลังทำเพื่อสร้างทางสู่มรรค ผล นิพพาน อย่าขวางท่าน
สนับสนุนเนื้อหาจาก Internet

8.23.2556

หน้ามืด

    จัดการอาการหน้ามืด วิงเวียน
    ใครไม่เคยเวียนศีรษะ หน้ามืด ตาลายบ้านหมุนบ้าง ?
    คงมีน้อยคนเต็มทีที่ไม่เคยมีอาการแบบนี้ เนื่องจากอาการเวียนศีรษะเป็นอาการที่พบได้บ่อยมาก…หากเกิดอาการหน้ามืด ตาลาย วิงเวียนศีรษะขึ้นมาแบบเฉียบพลัน เราจะจัดการกับตัวเองในตอนนั้น ที่บ้านอย่างไรดี
    ต่อไปนี้คือคำแนะนำ
    - นอนพักก่อน ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ
    - กินอาหารให้ตรงเวลา และกินให้มากพอ อาหารที่กินควรเป็นอาหารที่มีคุณค่า
    - จะเปลี่ยนท่า ให้ทำช้า ๆ เช่นจากนอนเป็นนั่ง จากนั่งเป็นยืน เป็นเดิน ให้ค่อย ๆ ทำ ให้รอหาที่เกาะให้มั่นคงจนแน่ใจว่าไม่ล้มแล้วค่อยเดินช้า ๆ หากไม่แน่ใจควรหาคนมาช่วยพยุง
    - ยาหอมแบบไทย ๆ ใช้ได้ดี ควรมีไว้ประจำบ้าน หากเกิดอาการจะได้หยิบฉวยมาใช้ได้ทันท่วงที วิธีกินยาหอมให้เอายาหอมเทใส่มือแล้วอมไว้สักครู่ค่อยดื่มน้ำตาม วิธีนี้จะได้ผลเร็วกว่าการมัวแต่ละลายยาหอมกับน้ำแล้วดื่ม
    หากทำแบบนี้แล้วดีขึ้นก็แปลว่าไม่มีอะไรมาก
    แต่ถ้าเวียนศีรษะซ้ำซาก หรือแก้อย่างไรด้วยตัวเองไม่หาย ก็ควรไปปรึกษาแพทย์ถึงสาเหตุของอาการ แล้วแก้ให้ตรงจุดจะดีกว่า
    ขอขอบคุณข่าวสาร/ข้อมูลดีๆ จากเว็บไซต์ teenee.com

การล้างหน้า

เพิ่มคำอธิบายภาพ
    การล้างหน้า
    * ล้างหน้าแค่วันละ 2 ครั้งก็พอ คือเช้าหลังตื่นนอนและเย็นก่อนนอน
    * ควรเลือกโฟมล้างหน้าที่เหมาะกับสภาพผิว เรื่องนี้จำเป็นมากๆ
    * ก่อนล้างหน้าควรใช้ Makeup Remover ทุกครั้ง ใครที่ไม่ได้แต่งหน้าแต่ใช้ครีมกันแดดควรใช้ Makeup Remover เช่นกัน
    * ตอนเริ่มล้างหน้าควรเริ่มล้างด้วยน้ำอุ่นเพื่อเป็นการเปิดรูขุมขนและตบท้ายด้วยน้ำอุ่นเพื่อช่วยปิดและกระชับรูขุมขน
    * ควรล้างหน้าแบบเบามือ อย่าถูหน้าแบบรุนแรงเพราะจะเป็นการทำร้ายผิวและทำให้เกิดริ้วร้อยได้ง่าย
    * หลังล้างหน้า อย่าลืมใช้โทนเนอร์เพื่อช่วยกำจัดสิ่งสกปรกที่เรายังล้างออกไม่หมดออกไปและช่วยกระชับรูขุมขนด้วย
    * ควรสครับหน้าสัปดาห์ละครั้ง

Bai Slideshow: Pisanratakun’s trip to ราชบุรี was created with TripAdvisor TripWow!

8.21.2556

ส้มโอ

ประโยชน์ของส้มโอ 
          ส้มโอ เป็นผลไม้ที่มีวิตามินและเกลือแร่อยู่มากมาย จึงทำให้สามารถบำรุงผิวพรรณได้ เช่น วิตามินC ฟอสฟอรัส กรดอินทรีย์ โมโนเทอร์ปีน เป็นต้น และส้มโอยังมีแคลเซียมไว้บำรุงส่วนที่สึกหรอในร่างกายและมีสารต้านมะเร็งอีกด้วย นอกจากส้มโอจะมีวิตามินต่างๆ มากมายแล้ว 
          ส้มโอยังมีสรรพคุณทางยา ช่วยแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ แน่นหน้าอก ช่วยล้างสารพิษในร่างกาย อีกทั้งเปลือกส้มโอยังแก้โรคผิวหนัง โดยการเอาเปลือกส้มโอไปต้มจนได้ที่แล้วนำน้ำที่ได้จากการต้มเปลือกมาทาบริเวณผิวหนัง เพราะฉะนั้นส้มโอไม่เพียงแต่เป็นผลไม้ที่ให้ความอร่อย แต่ส้มโอยังเป็นผลไม้ที่ให้ประโยชน์มากมายแก่ร่างกายเรา เปรียบเสมือนวิตามินต่างๆ ที่ไม่จำเป็นต้องไปซื้อมาทานให้เปลืองเงิน เพียงทานส้มโอ ก็ได้วิตามินซีและเกลือแร่ต่างๆ มากมาย และยังมีสรรพคุณช่วยรักษาโรคได้อีกด้วย 
แหล่งอ้างอิง: http://www.vincecamutocollection.com/

NEED NO VISA

8.19.2556

ไลค์

  ใครเป็นคนอย่างไร บอกได้ด้วยการ กดไลค์! ในเฟซบุ๊ก
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
          นักวิจัยชี้ เป็นคนอย่างไร มีรสนิยมแบบไหน สามารถคาดเดาได้จากพฤติกรรมการกดไลค์ในเฟซบุ๊ก ด้วยการวิเคราะห์ผ่านระบบอัลกอลิทึม
          เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ที่ผ่านมา เว็บไซต์เอบีซี ของออสเตรเลีย ได้มีรายงานถึงงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ที่ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร The National Academy of Sciences ซึ่งได้แสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมการกดปุ่ม "ไลค์" ในเฟซบุ๊กนั้น สามารถบ่งบอกถึงตัวตนและข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้เฟซบุ๊ก เช่น เชื้อชาติ อายุ ไอคิว เพศ พฤติกรรม หรือแม้แต่รสนิยมต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ ด้วยการวิเคราะห์โดยใช้ระบบอัลกอลิทึม
          โดย เดวิด สติลเวล นักวิจัยด้านจิตวิทยาซึ่งเป็น 1 ในผู้วิจัยงานดังกล่าวร่วมกับทีมวิจัยในมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ เผยว่า การนำข้อมูลการกดไลค์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กที่มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ มาวิเคราะห์ผ่านระบบอัลกอลิทึมนั้น สามารถทำให้ได้ผลที่สามารถคาดเดาถึงข้อมูลส่วนตัวต่าง ๆ ที่มีความแม่นยำสูงไม่ว่าจะเป็น รสนิยมทางเพศของผู้ใช้ พฤติกรรมการใช้ยาเสพติด หรือแม้แต่การคาดเดาว่าครอบครัวของผู้ใช้เคยผ่านการแยกทางมาก่อนหรือไม่ด้วย
          นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังคาดว่า ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ด้วยอัลกอลิทึมนี้น่าจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในด้านการโฆษณาและการตลาดภายในเฟซบุ๊กได้อีกด้วย แต่ขณะเดียวกันหากมีการนำระบบนี้ไปใช้ก็อาจจะทำให้จำนวนของผู้ใช้นั้นลดลง เนื่องจากข้อมูลส่วนตัวของพวกเขาถูกเปิดเผย
          "มันเป็นเรื่องง่ายที่จะกดไลค์ แต่เหล่าผู้ใช้นั้นไม่อาจทราบได้เลยว่าการกดไลค์ทั้งหมดของพวกเขา จะกลับมาเผยข้อมูลส่วนบุคคลของเขาเอง" เดวิด กล่าว
          สำหรับการวิจัยในครั้งนี้ ทีมนักวิจัยได้ศึกษาจากผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวอเมริกันที่เป็นอาสาสมัคร 8,000 คน ในการเก็บสถิติข้อมูลส่วนบุคคลและผลการทดสอบทางจิตวิทยา ซึ่งผลพบว่า การใช้ระบบอัลกอลิทึมนี้สามารถใช้แบ่งแยกผู้ใช้ที่เป็นเพศที่ 3 ออกจากเพศหญิง-ชายได้ ด้วยการวิเคราะห์พฤติกรรมการกดไลค์ในเพลง และรายการโทรทัศน์ของพวกเขา หรือคนที่มีบุคลิกเปิดเผยจะกดไลค์ เจนนิเฟอร์ โลเปซ นักร้องและนักแสดงสาว ขณะที่คนที่มีบุคลิกเก็บตัวจะกดไลค์ ภาพยนตร์เรื่อง เดอะ ดาร์ก ไนท์ เป็นต้น  

8.12.2556

สุขภาพน่ารู้ : ดื่มน้ำมาก ดีจริงหรือ?
มาดูผลวิจัยใหม่กัน สุขภาพน่ารู้ ดื่มน้ำมาก ดีจริงหรือ?
          วันนี้มีผลวิจัยใหม่มาฝากนะคะ เกี่ยวกับการดื่มน้ำ ปริมาณมาก ที่เข้าใจมาตลอดว่าดีต่อสุขภาพ นั้น จริงๆเป็นอย่างไร นำมา 2 บทความเลย ลองอ่านดู
          บทความที่ 1 จาก ASTV ผู้จัดการออนไลน์ เอเจนซีส์ - ผู้เชี่ยวชาญเตือนการดื่มน้ำวันละ 8 แก้วนอกจากจะไม่เป็นผลดีอย่างที่เชื่อกันว่าจะช่วยปกป้องไต ช่วยรีดไขมัน และทำให้สมาธิดีขึ้นแล้ว ยังอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพด้วยซ้ำ งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ชิ้นนี้ระบุว่า คำแนะนำของทางการในเรื่องการดื่มน้ำ ‘ไร้สาระทั้งเพ’
          บริการสาธารณสุขอังกฤษ (เอ็นเอชเอส) ตลอดจนถึงแพทย์และนักโภชนาการชั้นนำ แนะนำให้ดื่มน้ำวันละ 1.2 ลิตรโดยประมาณ ทว่า รายงานฉบับล่าสุดจากมาร์กาเร็ต แมกคาร์ทนีย์ แพทย์ในเมืองกลาสโกว์, สกอตแลนด์ กลับอธิบายอันตรายจากการเสียน้ำว่าเป็นเรื่องที่คิดกันไปเอง อีกทั้งไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่าน้ำช่วยปกป้องดูแลสุขภาพในหลายด้าน แมกคาร์ทนีย์สำทับว่า การแนะนำให้ดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้วนอกจากไร้สาระแล้ว ยังเป็นการใส่ไข่ประโยชน์จากการดื่มน้ำมากเกินไปจากองค์กรที่มีผลประโยชน์จากน้ำดื่มบรรจุขวด
          ดร.แมกคาร์ทนีย์บรรยายไว้ในวารสารบริติช เมดิคัล เจอร์นัลว่า มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการดื่มน้ำในเวลาที่ไม่ได้กระหายอาจทำให้เสียสมาธิมากกว่ากระตุ้นสมาธิ และยังมีหลักฐานอื่นๆ ที่บ่งชี้ว่าสารเคมีที่ใช้ในการฆ่าเชื้อน้ำดื่มบรรจุขวดอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ การดื่มน้ำมากเกินไปยังอาจทำให้นอนไม่พอ เนื่องจากต้องลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำกลางดึก และมีงานศึกษาหลายฉบับพบว่าพฤติกรรมนี้อาจทำลายไตแทนที่จะปกป้องอย่างที่มีการกล่าวอ้าง ดร.แมกคาร์ทนีย์ยังเตือนว่า การดื่มน้ำมากเกินไปอาจเป็นอันตรายร้ายแรงแบบที่ไม่พบบ่อยนักที่เรียกว่า ภาวะเกลือโซเดียมต่ำที่นำไปสู่อาการสมองบวม                 ตัวอย่างเช่นปี 2003 นักแสดงชื่อ แอนโธนี แอนดริวส์ มีอาการดังกล่าวหลังดื่มน้ำมากเกินไประหว่างการซ้อมบท ศาสตราจารย์สแตน์ลีย์ โกลด์ฟาร์บ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเผาผลาญพลังงานจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย สหรัฐฯ ที่ร่วมเขียนบทความชิ้นนี้เสริมว่า ไม่มีหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวอ้างที่ว่าน้ำช่วยในการลดน้ำหนักด้วยการทำให้อยากอาหารน้อยลง
          บทความที่ 2 จาก มติชน ออนไลน์ เรารู้มาว่าการดื่มน้ำจะช่วยไตขจัดพิษ ช่วยให้น้ำหนักลด แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการดื่มน้ำวันละแปดแก้วนั้นไม่ดีทั้งหมดและอาจเป็นอันตราย พวกเขากล่าว่าวิทยาศาสตร์ได้อ้างเป็นเวลายาวนาน รัฐบาลได้แนะนำมากกว่าเรื่องไร้สาระ กระทรวงสาธารณะสุข แพทย์ผู้มีชื่อเสียง และนักโภชนาการ แนะนำให้คนเราดื่มน้ำวันละ 1.2 ลิตร อย่างไรก็ตามมีรายงานบรรยายอันตรายจากการเสียน้ำจากร่างกายที่เป็นตำนานและไม่มีหลักฐานอ้างว่าน้ำจะป้องกันโรคต่างๆสารพัดได้ กลาสโกธ์-เบส จีพี มาร์กาแรต แม็กคาร์นีย์ กล่าวว่าเว็บไซต์สถานพยาบาลทางเลือกได้แนะนำให้ดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้วต่อวัน 
          "มันไม่ใช่เรื่องไรสาระเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องไร้สาระที่ทำให้เชื่ออย่างผิดๆ" เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า การกล่าวเกินจริงนั้นมีเรื่องผลประโยชน์แอบแฝงโดยองค์กรที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับแบรนด์ของน้ำดื่ม มีการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ของอังกฤษ ที่ดร.แม็กคาร์นีย์ชี้ให้เห็นว่าผลวิจัยแสดงว่าการดื่มน้ำเมื่อไม่กระหายน้ำทำให้เสียความเข้มข้นไปแทนที่จะทำให้สุขภาพดี ทั้งยังพบว่ามีสารเคมีในขวดน้ำที่จะส่งผลร้ายต่อสุขภาพ การดื่มน้ำในจำนวนมากเกินไปจะทำให้สูญเสียเวลานอนเพราะต้องคอยลุกมาเข้าห้องน้ำในตอนกลางคืน และผลการศึกษายังแสดงว่ามันส่งผลเสียแก่ไต
          ดร.แม็กคาร์นีย์ยังเตือนว่า การรับน้ำมากๆนั้นอาจนำไปสู่เงื่อนไขที่ทำให้ถึงตายที่เรียกว่า“ไฮโปแนทรีเมีย” (Hyponatremia) หรือ ภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ ทำให้เกลือในร่างกายลดลงและสมองบวม ในปี 2003 แอนโทนี่ แอนดริว นักแสดงที่เกิดการเจ็บป่วยหลังจากการดื่มน้ำมากเกินไประหว่างฝึกซ้อมบท บทความต่างๆจากแพทย์ที่อ้างว่าน้ำช่วยในการลดน้ำหนักและยั้บยั้งความยากอาหารนั้นปัจจุบันไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดที่จะยืนยัน
          ศาสตราจารย์สเตนเลย์ โกลฟราป ผู้เชี่ยวชาญด้านเมทาบอลิซึ่ม มหาวิทยาลัยแพนซิวาเนีย สหรัฐอเมริกา กล่าว ถ้าเด็กดื่มน้ำเปล่าแทนที่จะดื่มน้ำอัดลมนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่มีหลักฐานว่าการดื่มน้ำจะยั้บยั้งความอยากอาหารระหว่างมื้อได้ เมื่อปีแล้วชาวอังกฤษบริโภคน้ำประมาณ 2.06 พันล้านลิตร เทียบกับปี 2000 มีการบริโภค 1.42 พันล้านลิตร แม้จะมีการดื่มน้ำเพิ่มขึ้นเราก็ยังคงดื่มชา 3 เวลา และเบียร์ 5 เวลา
ขอบคุณข้อมูลสุขภาพน่ารู้ จาก ASTV ผู้จัดการออนไลน์ และ มติชนออนไลน์

ผลวิจัยเรื่องกาแฟ

ผลวิจัยเรื่องกาแฟ
โดย: ฐานา วิบูลย์ภาณุเวช
          ข่าวดีสำหรับผู้ชอบดื่มกาแฟ (Good News for Java Lovers) พบว่ากาแฟช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์ 65 เปอร์เซ็นต์ Aimee Herd 24 มกราคม 2009
          “การค้นพบนี้ต้องได้รับการยืนยันจากการศึกษาในเรื่องนี้อีก แต่สิ่งนี้ได้ให้ความเป็นไปได้ว่าอาหารสามารถลดความเสี่ยงของอาการจิตเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์ได้ (Alzheimer Decease :AD)”                   “จากการศึกษา ณ ประเทศฟินแลนด์ การดื่มกาแฟในวัยกลางคนสามารถลดความเสี่ยงของการเป็นโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer) และโรคจิตเสื่อม ในช่วงปลายของชีวิตได้
          Miia Kivipelto หัวหน้าในการวิจัย และ รองศาสตราจารย์จาก University of Kuopio ประเทศฟินแลนด์ และ สถาบัน Karloinska กรุงสต๊อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ได้อธิบายผลการวิจัยดังกล่าว                     Kivipelto กล่าวว่า “พวกเรามีเป้าหมายในการศึกษาการเชื่อมโยงกันระหว่างการดื่ม กาแฟ และชา ในช่วงวัยกลางคน และ อัตราเสี่ยงของการเกิดโรคอัลไซเมอร์และจิตเสื่อมในช่วงปลายของชีวิต เพราะว่าผลกระทบในระยะยาวของคาเฟอีนในส่วนกลางของระบบประสาทเป็นสิ่งที่เรายังไม่รู้ และจากกระบวนการทางพยาธิวิทยานำไปสู่โรคอัลไซเมอร์นั้น เริ่มมานานหลายทศวรรษก่อนที่จะมีการเปิดเผยอย่างจริงจังในเรื่องโรคนี้”
          จากการรายงานของ Newsmax นั้นกล่าวว่าผู้ที่ดื่มกาแฟนั้นจะอยู่ในกลุ่มที่ต้องดื่มทุกวันมีอัตราดังนี้ ต่ำ: 0-2 แก้ว ปานกลาง: 3-5 แก้ว สูง มากกว่า 5 แก้ว ผู้ดื่มชาจะแยกเป็นผู้ที่ดื่ม 1 แก้วทุกวัน และผู้ที่ไม่ดื่มชาเลย ผู้วิจัยนั้นแปลกใจเมื่อพบว่าผู้ดื่มกาแฟนั้นมีอัตราเสี่ยงของโรคต่ำกว่าผู้ที่ไม่ดื่มกาแฟ แต่ผู้ที่ดื่มปานกลาง (3-5 แก้ว) นั้นสามารถลดอัตราเสี่ยงลงได้ ๖๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในทางตรงกันข้าม ผู้ที่ดื่มชาไม่มีผลกระทบใดๆเกิดขึ้นเลย
ที่มา: Sylvia Booth Hubbard- Newsmax

ผ้าพระกฐินต้น วัดเขาวัง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินต้น วัดเขาวัง
        วัดเขาวังเป็นวัดเก่าแก่ และสำคัญของจังหวัดราชบุรีวัดหนึ่ง ซึ่งแต่เดิมเป็นพระราชวังที่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ห้า  และเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2420   พระราชวังแห่งนี้ได้เป็นสถานที่เสด็จออกรับราชทูตโปรตุเกส จึงเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ด้วย
        ท้าวอินทรสุริยา(นางสาวเนื่อง จินตดุลย์)ซึ่งเคยเป็นพระอภิบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้มาบำเพ็ญศีลภาวนาเป็นอุบาสิกาที่วัดเขาวังเป็นเวลานาน เห็นว่าเพื่อเป็นมหาสิริมงคลแก่วัดและชาวราชบุรี จึงกราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯเสด็จทอดผ้ากฐินต้นณ วัดเขาวัง โดยขอให้ท้าวอินทรสุริยานำความกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม พระองค์มีพระมหากรุณาธิคุณรับที่จะเสด็จ
         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินต้น ณ วัดเขาวัง เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2514 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ถวายผ้าพระกฐิน ทรงประเคนบริขารพระกฐินและเครื่องไทยธรรม พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก
 
       เมื่อพระราชพิธีเสร็จแล้วนายจำนง เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี กราบบังคมทูลเบิกผู้ที่ทูลเกล้าฯถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัยเข้าเฝ้าฯ จากนั้นเสด็จโดยรถยนต์พระที่นั่งไปยังโรงเรียนวัดเขาวัง(แสง ช่วงสุวนิช)ทรงเยี่ยมราษฎรซึ่งเฝ้ารับเสด็จเป็นจำนวนมาก และได้ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับราษฎรอย่างใกล้ชิด
 
 ที่มาข้อมูลและภาพคณะทำงานจัดทำหนังสือเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ.(2553).พระมหากรุณาธิคุณต่อจังหวัดราชบุรี.กรุงเทพฯ : บางกอกอินเฮาส

8.08.2556

ดอกไม้

ประจำเดือนเกิด ดอกไม้ อัญมณี
1.เดือนมกราคม ดอกเบญจมาศ โกเมน (Garnet)3
2.เดือนกุมภาพันธ์ ดอกกล้วยไม้ แอเมทีสต์ (Amethyst)
3.เดือนมีนาคม ดอกคาร์เนชั่นแดง อะความารีน (Aquamarine)
4.เดือนเมษายน ดอกลิลลี่ เพชร (Diamond) และเพทายขาว (White Zircon)
5.เดือนพฤษภาคม ดอกลีลาวดี มรกต (Emerald) หยก (Jade) ทัวร์มาลีนสีเขียว (Chrome Tourmaline)
6.เดือนมิถุนายน ดอกเล็บมือนาง ไข่มุก (Pearl) มุกดาหาร (Moonstone)
7.เดือนกรกฎาคม ดอกบัว ทับทิม (Ruby)
8.เดือนสิงหาคม ดอกทานตะวัน เพริโดต์ (Peridot) ไพฑูรย์ (Chrysoberyl Cat’s Eye)
9.เดือนกันยายน ดอกทิวลิป แซปไฟร์ทุกสี ได้แก่ บุศราคัม (Yellow sapphire) เขียวส่อง - (Green sapphire) ไพลิน(Blue sapphire)
10.เดือนตุลาคม ดอกกุหลาบ โอปอล (Opal) ทัวร์มารีนสีแดง (Rubellite)
11.เดือนพฤศจิกายน ดอกตะบองเพชร โทแพซสีเหลือง (Yellow topaz) เพทายสีเหลือง (Yellow Zircon)
12.เดือนธันวาคม ดอกพุทธรักษา เพทายสีฟ้า (Blue Zircon) เทอร์คอยส์ (Turquoise) และ ลาพิส ลาซูลี่ (Lapis lazuli)

8.07.2556

ประวัติวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

               ประวัติวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ วิกิพีเดีย
               รัฐบาลไทยกำหนดให้วันที่ 18 สิงหาคม เป็นวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ เนื่องจากวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินชลมารคและสถลมารค ทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวง ที่ทรงคำนวณพยากรณ์ไว้ล่วงหน้า 2 ปี ว่าจะเกิดในวันอังคาร ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 10 ปีมะโรง สัมฤทธิศก จุลศักราช 1230 โดยจะเห็นหมดดวงและชัดเจนที่สุด คือ ที่หมู่บ้านหัววาฬ ตำบลหว้ากอ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่บริเวณ เกาะจาน ขึ้นไปถึง ปราณบุรี และลงไปถึง จังหวัดชุมพร จึงโปรดฯ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ไปสร้างค่ายหลวงและพลับพลาที่ประทับ มีคณะนักดาราศาสตร์จากประเทศฝรั่งเศส และเซอร์แฮรี ออด เจ้าเมืองสิงคโปร์เดินทางมาเข้าเฝ้าฯ และร่วมในการสังเกตการณ์ และต่อมาได้มีการสร้าง "อุทยานวิทยาศาสตร์" ที่ อำเภอบ้านหว้ากอ

8.05.2556

ฮาจิ

       
สุนัขยอดกตัญญู ... รอรับเจ้านายผู้ล่วงลับไปแล้ว อยู่ถึง 10 ปี ตราบจนสิ้นลมหายใจ 
          หากจะเอ่ยถึงสัตว์เลี้ยงที่มีความใกล้ชิดคนเรา และมีความจงรักภักดีมากที่สุด คงจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า "สุนัข" แต่สุนัขที่จะกล่าวถึงนี้ เป็นตำนานของสุนัขยอดกตัญญู ซื่อสัตย์ และภักดี เป็นพิเศษ ที่เฝ้ารอเจ้านายผู้ล่วงลับไปแล้ว อยู่ที่สถานีรถไฟนานนับสิบปี จวบจนลมหายใจสุดท้ายของมัน
          เรื่องราวของ "ฮาจิ" เกิดขึ้นเมื่อ 87 ปีก่อน เรื่องราวนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2467 หรือ 87 ปีก่อน ที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ในอำเภอคิตะอาคิตะ จังหวัดอาคิตะ ซึ่งปัจจุบันนี้ ก็คือ เทศบาลโอดาเตะ ของจังหวัดอาคิตะ ประเทศญี่ปุ่น มีภูมิประเทศเป็นรูปก้นกระทะและรายล้อมไปด้วยภูเขา "
          ดร. อุเอโนะ เอซาบุโร่ อาจารย์ภาควิชาเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียว เป็นคนรักสุนัขมาก เมื่อฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว สุนัขของท่านตายพอดี ท่านอยากจะลองเลี้ยง สุนัขอาคิตะดูบ้าง" คุณคุริตะ เรโซ วิศวกรด้านเทคนิคการเกษตร ทำงานอยู่ที่ ศาลากลางจังหวัดอาคิตะ และเป็นลูกศิษย์ของ ดร. อุเอโนะ ด้วย ได้บอกกับผู้ใหญ่บ้าน ถึงลูกหมาที่ขอไว้ ที่จะนำไปให้อาจารย์ ดร. อุเอโนะ"ไม่เป็นไร ๆ คุณคุริตะ ไม่รบกวนเลย ลูกหมาเกิดมาตั้ง 4 ตัว ถ้ามีคนดี ๆ รับไปเลี้ยงผมก็ยินดียกให้" ผู้ใหญ่บ้านกล่าว พร้อมทั้งนำไปที่เรือนเก็บของที่มุมสวน ที่เป็น ที่อยู่ของแม่สุนัขและลูกสุนัขทั้ง 4 ตัว อายุสองเดือนพอดี ตัวอ้วนกลม ขนสีเหลืองอ่อนเป็นเงาสวย เป็นสุนัขอาคิตะ พร้อมทั้งให้คุณคุริตะเลือกเอาเอง
          เริ่มเดินทางจากบ้านเกิด เมื่ออายุได้ 2 เดือน
          วันที่ 14 มกราคม 2467 ลูกสุนัขเพศผู้ตัวหนึ่ง ที่คุณคุริตะเลือก เดินทางจากหมู่บ้านของจังหวัดอาคิตะ เข้ากรุงโตเกียว โดยถูกส่งมาทางรถไฟสายด่วน บรรทุกมากับตู้สินค้า ใส่กระสอบมา ซึ่งใช้เวลาเดินทาง 20 ชั่วโมง และคุณคิขุ คนสวน ของ ดร. อุเอโนะ เป็นผู้มารับที่สถานีรถไฟ ของเช้าของอีกวันหนึ่ง ลูกสุนัขดูท่าทางอิดโรย มาก อาจเพราะความหิวและหนาวก็เป็นได้บ้านของ ดร. อุเอโนะ นั้น เดินจากสถานีชิบุยะ ประมาณ 10 นาทีก็ถึง ปัจจุบันคือตำบลโชโท เป็นคฤหาสน์หลังโต เนื้อที่ 300 ตารางวา ตั้งเด่นตะหง่านสะดุดตา "
          เพิ่งจะพรากจากแม่มา งั้นคืนนี้ เจ้านอนกับฉันก่อนก็แล้วกัน" ดร. อุเอโนะ พูดอย่างอ่อนโยน พร้อมทั้งกอดลูกสุนัขไว้ในอ้อมแขน ลูกสุนัขโตวันโตคืนอย่างรวดเร็ว ด้วยความรักและการเอาใจใส่ของ ดร. อุเอโนะ และภรรยา
          ที่มาของชื่อ "ฮาจิ" "ให้ชื่อ ฮาจิ ดีไหมคะ เราเลี้ยงสุนัขมาเยอะ แต่ทุกตัวไม่ค่อยแข็งแรงเลย ล้มหายตายจากกันไปหมด ลูกสุนัขตัวนี้ เป็นตัวที่แปดแล้วนะคะ" (ฮาจิ แปลว่า แปด)"ฮาจิ เป็นชื่อที่ดี งั้นชื่อ ฮาจิ นะ" ดร. อุเอโนะ กล่าวพร้อมทั้งชูอาจิขึ้นเหนือศีรษะดร. อุเอโนะ เลี้ยงดูฮาจิ เป็นอย่างดีเหมือนป็นลูกของตัวเอง และเอานอนด้วยกันจนอายุครบ 2 เดือน ตัวโตขึ้นมาก จึงได้แยกให้มานอนเดี่ยว ฮาจิ โตขึ้นผิดหูผิดตา แต่ว่า หูยังไม่ตั้ง ขนสีเหลืองเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล หางของฮาจิม้วนกลม ลักษณะหางม้วนกลมนี้ เป็นลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของสุนัขอาคิตะ
          เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาเยือน ...
          เป็นครั้งแรกที่ ดร. อุเอโนะ พาฮาจิ ออกไปเดินเล่นด้วยกัน ฮาจิถูกจับใส่ปลอกคอหนังมีเชือกจูง ฮาจิตื่นเต้นมาก ตื่นเต้นจังเลย ได้พบเพื่อนใหม่เยอะทีเดียว บางตัวก็เป็นมิตรดี บางตัวก็ท่าทางน่ากลัว ดร. อุเอโนะ ต้องพาแนะนำให้รู้จักไปตลอดทางบรรดานกตัวเล็กตัวน้อย ต่างก็ส่งเสียงร้องทักทายฮาจิไปตลอดทางด้วย ฮาจิดูมีความสุขไม่น้อย แต่ก็อดตื่นเต้นไม่ได้ วันชมซากุระ ...
          รอบ ๆ บ้านของ ดร. อุเอโนะ มีต้นซากุระมากมาย ทุกปีเมื่อถึงฤดู ที่คฤหาสน์อุเอโนะ จะมีวันชมซากุระ ในปีนี้เลือกเอาวันอาทิตย์เป็นวันชมซากุระ เมื่อถึงวันอาทิตย์ มีเพื่อนบ้าน ข้าราชการ นักศึกษา ลูกศิษย์ ดร. อุเอโนะ ที่เรียนจบไปแล้ว พากันมาชมซากุระอย่างเนืองแน่น ดร. อุเอโนะ ก็ได้จัดอาหารและเครื่องดื่มเลี้ยงต้อนรับ ฮาจิ ก็ได้ต้อนรับแขกที่มาเยือนด้วย คิขุ คนสวน ที่ไปรับตัวฮาจิที่สถานีรถไฟ ก็มาทักทาย และหยอกล้อเล่นกับฮาจิ และนำไก่ย่างเสียบไม้ มาให้ฮาจิด้วย ฮาจิก็ สวาปามเสียจนหมดเกลี้ยงเลย  
          เดือนกรกฎาคม 2467 ครั้งแรกที่ไปส่ง ดร. อุเอโนะ ฮาจิอายุได้ประมาณ 8 เดือน ตัวโตขึ้นมากทีเดียว ใกล้จะเป็นหนุ่มแล้ว ขนสีน้ำตาลของฮาจิเป็นเงาสวยงาม ขาทั้งสองยืดยาวขึ้น เป็นสุนัขที่สง่างามมากครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ ฮาจิ จะได้ไปส่งคุณครู ดร. อุเอโนะ ที่สถานีรถไฟชิบุยะ ดร.อุเอโนะถือกระเป๋าสีดำ วันนี้ ดร. อุเอโนะ จะไปที่นิชิงะฮาร่า (ปัจจุบันคือ อำเภอคิตะของโตเกียว) ที่นี่เป็นสถานที่สอบไล่ของภาควิชาการเกษตร จากสถานีชิบุยะ ดร. อุเอโนะ จะต้องขึ้นรถสายยามาโนเตะ แล้วก็ไปลงที่สถานีโคมาโกเมะ จากนั้น ก็ขึ้นรถรางเทศบาลไปยังสถานที่สอบ
          "ฮาจิ เดี๋ยวเราไปสถานีชิบุยะกัน แต่เวลากลับต้องกลับคนเดียว คงไม่เป็นไรนะคงไม่หลงทาง จำทางให้ดี ๆ ก็แล้วกัน" ดร. อุเอโนะ คุยกับฮาจิอย่างอ่อนโยนประมาณสิบนาที ก็ออกสู่ถนนใหญ่แล้ว ที่นั่นผู้คนมากมาย ต่างเร่งฝีเท้ามุ่งหน้าไปยังสถานีชิบุยะกัน  
          ผู้คนที่เดินทางผ่านไปมาแถวนั้น ต่างเหลียวมองอาจิด้วยความชื่นชม พร้อมกล่าวทักทายฮาจิ"สวยจัง""ท่าทางฉลาดเชียว" ฮาจิเอง ก็รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองเป็นที่สุด
          "เอาล่ะ ฮาจิถึงแล้ว" ดร. อุเอโนะ หยุดยืนบริเวณที่ตรวจตั๋ว แล้วก้มตัวลงลูบหลังฮาจิ "ฮาจิ ไปล่ะนะ รีบกลับบ้านเลยนะ"
          ดร. อุเอโนะ โบกมือให้ฮาจิ ฮาจิ นั่งนิ่งอยู่ตรงจุดตรวจตั๋ว นั่่งมอง ดร. อุเอโนะ จนหายลับตาไป ฮาจิคิดจะตามไปด้วยเหมือนกัน แต่ก็เป็นไปไม่ได้ ฮาจิ ค่อย ๆ ลุกขึ้น แล้วก้มหน้าก้มตาเดินกลับบ้าน         ภรรยา ดร. อุเอโนะ ออกมารับฮาจิที่หน้าประตู พร้อมร้องทัก 
          "ไง ฮาจิ ไปส่งคุณครูเรียบร้อยแล้วเหรอ เก่งจริง ๆ อาจิ แล้วตอนเย็น ช่วยไปรับคุณครูด้วยนะ" ซึ่งฮาจิก็เข้าใจดี มองหน้าพร้อมกระดิกหาง ท้องฟ้าในฤดูร้อน ค่อย ๆ มืดสลัวลง
          พลบค่ำ ฮาจิเดินไปสถานีชิบุยะตามลำพังสถานีชิบุยะเป็นเรือนไม้ หลังคามุงกระเบื้องสีแดง (ไม่ทันสมัยเหมือนปัจจุบันนี้)
          ฮาจินั่งเรียบร้อยอยู่ตรงจุดตรวจตั๋ว มองผู้คนที่ทยอยเดินเข้ามา"ไง ฮาจิ มาแล้วหรือ" ดร. อุเอโนะ กล่าวทักฮาจิด้วยความเอ็นดู
          วันต่อมา ฮาจิก็ไปส่ง ดร. อุเอโนะ ที่สถานีชิบุยะ พอตกเย็น ฮาจิก็ไปรับ ไปคอยที่จุดตรวจตั๋วหลังจากนั้น ฮาจิก็ไปส่ง ดร. อุเอโนะ ทุกวัน บางวัน ดร. อุเอโนะ ก็ไปไกลหน่อย กลับช้าหน่อย ซึ่งฮาจิ ก็ไปนั่งรอเป็นประจำ บางวัน ดร. อุเอโนะ บอกว่า ไม่ต้องไปรับ แต่ฮาจิ อดที่จะไปไม่ได้ บางครั้งอดทน นั่งรอเป็นชัวโมง ๆ ถึงสองชั่วโมง หรือกว่านั้นก็มี จนหิว แต่ฮาจิก็ไม่ได้ย่อท้อ อดทนและรอคอยเสมอบางวัน ฝนตก ฮาจิเดินตากฝนไปส่ง ดร. อุเอโนะ จนตัวเปียกโชกก็มีบางวัน ดร. อุเอโนะ ไปรถรางเทศบาล ซึ่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับสถานีชิบุยะ เพื่อไปที่ กระทรวงการค้าเกษตร (ปัจจุบัน คือกระทรวงเกษตรป่าไม้และการประมง) ฮาจิก็ไปส่งแต่ขากลับ ฮาจิไม่แน่ใจว่า ดร. อุเอโนะจะกลับทางไหน เลยต้องเงี่ยหูฟังหาเสียงฝีเท้าของ ดร. อุเอโนะ บางทีรอที่จุดตรวจตั๋ว กว่า 30 นาที ก็ยังไม่มีวี่แววของ ดร.อุเอโนะ ก็มี ฮาจิ ก็คิดว่า คุณครู อาจกลับกับรถรางเทศบาล ก็เป็นได้ ฮาจิตั้งท่าจะไปรับที่่ป้ายจอดรถรางเทศบาลแล้ว แต่แล้ว ดร. อุเอโนะ ก็วิ่งออกมาจากจุดที่ ตรวจตั๋วก็มี ดร. อุเอโนะ มักจะเลี้ยงมื้อพิเศษให้ ฮาจิ ที่ร้านไก่ย่างเป็นประจำ !!
          ปี 2468 วันครบรอบ 1 ปี ...
          "ฮาจิ ! เจ้ามาอยู่ที่นี่ ครบปีหนึ่งพอดี ลองมาชั่งน้ำหนักดูซิ" ดร. อุเอโนะบอกฮาจิแล้วหิ้วตาชั่งไปที่สวน แล้วอุ้มฮาจิขึ้นชั่ง " 37.5 กิโล ตัวโตขึ้นเยอะเลย หูก็ตั้งแล้ว หางก็ม้วนไปที่หลังสวย เป็นสุนัขอาคิตะ ที่ดูดีมาก ๆ เลย" ดร. อุเอโนะ ลูบหลังฮาจิด้วยความพึงพอใจ แล้วจากนั้น ก็แปรงขนให้ฮาจิไม่ว่าเป็นวันที่ฝนตกหรือหิมะตก ฮาจิก็ส่งไปรับ ดร. อุเอโนะสม่ำเสมอไม่เคยขาดดร. อุเอโนะ ก็ให้ความสนิทสนมเอ็นดู รักฮาจิเหมือนลูก
          และแล้ว ... วันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิของปีหนึ่ง ก็ได้เวียนมาถึง เสียงโทรศัพท์ที่บ้าน ดร. อุเอโนะ ก็ดังขึ้น เป็นสายโทรศัพท์ด่วนจากมหาวิทยาลัย แจ้งแก่ภรรยา ดร. อุเอโนะว่า "หลังจากรับประทานอาหารเที่ยงเสร็จ ดร. อุเอโนะ อยู่ที่ห้องพักครู ลูกศิษย์สามคนก็มาหาให้ ดร. อุเอโนะช่วยอธิบายเกี่ยวกับรถแทรกเตอร์ให้ฟัง อยู่ ๆ ดร. อุเอโนะ ก็เกิด หายใจติดขัด ตัวไหวโอนเอนไปมา แล้วก็ล้มตกจากเก้าอี้ ลูกศิษย์สามคนช่วยกันนำส่งโรงพยาบาล แต่ว่า ช้าไปแล้ว ดร.อุเอโนะ จากไปด้วยโรคหัวใจวาย" ทุกคนในบ้านตกใจ ทำอะไรไม่ถูกรถของโรงพยาบาล นำร่าง ดร. อุเอโนะ บรรจุในโลงศพมาถึงคฤหาสน์เกือบจะค่ำแล้วภายในคฤหาสน์ ผู้คนต่างวิ่งวุ่นชุลมุน อาจารย์ที่มหาวิทยาลัย และญาติ ๆ รวมทั้งลูกศิษย์ เริ่มทะยอยมา จากนั้น พระเริ่มสวด
          ฮาจิ ได้กลิ่นของคุณครู คุณครูต้องอยู่ในโลงสีขาว ท่ามกลางดอกไม้นี้แน่นอน ฮาจิจึงได้มุดไปอยู่ใต้โลงศพสีขาว ไปนั่งอยู่ตรงนั้น ทุกคนในห้องต่างมองอาจิอย่างเงียบกริบ
          หลังจากนั้น ร่างไร้วิญญาณของ ดร. อุเอโนะ ก็ถูกนำไปเผาที่ฌาปนสถาน แล้วนำเถ้ากระดูกที่เหลือไปเก็บไว้ที่สุสานอาโอยาม่า ซึ่งเป็นสุสานของบ้านอุเอโนะ อยู่ถัดจากชิบุยะไปเมืองหนึ่ง บัดนี้ ดร. อุเอโนะ นอนหลับอยู่ในสุสานนั้นชั่วนิรันดร์ การตายของ ดร. อุเอโนะ ฮาจิไม่เข้าใจ หลังจากนั้น ตอนเช้า ฮาจิ เดินไปที่สถานีชิบุยะ เพียงลำพัง แล้วก็เดินกลับคฤหาสน์อย่างหมดแรง ตกเย็น ห้าโมงกว่า ๆ ฮาจิก็จะไปที่สถานีชิบุยะอีก ไปนั่งคอยอย่างใจจดจ่อ อยู่ที่จุดตรวจตั๋ว แต่ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็ไม่เห็นวี่แววของ ดร. อุเอโนะเลยเหตุการณ์เป็นเช่นนี้อยู่ถึง 5 วันฮาจิวิ่งวุ่นอยู่ในบ้าน ในสวนและห้องเก็บของ เพื่อค้นหาเสื้อเชิ้ต ของคุณครู แล้วนำมาเลียอย่างชื่นอกชื่นใจบางครั้ง ภรรยา ดร. อุเอโนะ ต้องไปตาม ฮาจิ ที่สถานีรถไฟชิบุยะ แล้วบอกกับฮาจิว่า"ฮาจิ คุณครูจากไปไกลแสนไกลแล้ว ต่อให้แกคอยแค่ไหน คุณครูก็ไม่กลับมาหรอก" แล้วเธอก็ร้องไห้ ส่วนฮาจิคอตกเดินกลับไป
          หนึ่งเดือนผ่านไป ... ชีวิตของ ฮาจิ เปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ พอไม่มี ดร. อุเอโนะแล้ว คฤหาสน์หลังนี้ก็ใหญ่เกินไปสำหรับภรรยา ดร.อุเอโนะ จึงจำเป็นต้องขาย ทุกคนแยกย้ายกันไป แล้ว ฮาจิ ล่ะ จะทำอย่างไร "คุณคิขุ ช่วยหน่อยเถอะ ช่วยพาฮาจิ ไปฝากไว้กับ คุณเซ็นคิจิ ที่อาซากุสะ ให้ทีเห็นฮาจิทีไร ก็นึกถึงคุณครู ทนไม่ไหว" ภรรยา ดร. อุเอโนะ บอกกับคิขุ คนสวนในวันหนึ่งแล้วฮาจิ ก็ถูกพาไปฝากไว้ที่บ้านของ ทาคาฮาชิ เซ็นคิจิ ที่ อาซากุสะ เซ็นคิจิ เป็นญาติห่าง ๆ ของภรรยา ดร. อุเอโนะ ทุกคนที่บ้านเซ็นคิจิ เป็นคนรักสุนัข ลูกชายคนเดียวของเซ็นคิจิที่ชื่อ โคอิจิโร่ เรียนอยู่ชั้นประถม รักใคร่เอ็นดูฮาจิเป็นพิเศษ
          ที่อาซากุสะ สำหรับฮาจิแล้ว ไม่มีวันจะคุ้นเคยได้ ฮาจิอยู่ได้เพียงพักเดียวเท่านั้นแล้ว ฮาจิ ก็จากบ้านของทาคาฮาชิ มา ฮาจิ วิ่งโดยไม่เหลียวหลัง เร่งฝีเท้า และวิ่งจนฝุ่นตลบ มุ่งหน้ากลับไปชิบุยะ วิ่งมาเกือบสามชั่วโมง ฮาจิก็มองเห็นประตูคฤหาสน์ที่สุดแสนจะคิดถึง บ๊อก บ๊อก บ๊อกไม่ว่า ฮาจิจะเห่าสักเท่าไร ประตูคฤหาสน์ก็ไม่เปิด ฮาจิ หมอบนิ่งอยู่หน้าประตูคฤหาสน์ ผ่านไปสองชั่วโมง ฮาจิก็เคลิ้มหลับไป "
          เฮ้ ! ฮาจินี่นา" คิขุจอดจักรยาน และร้องทักด้วยเสียงดัง "แกเดินมาจากอาซากุสะ มาถึงที่นี่เลยเหรอ ฮาจิ ต้องเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว แกขึ้นรถรางไม่ได้นี่นา" จากนั้นคิขุก็กอดรัดฮาจิ "ฮาจิ คฤหาสน์หลังนี้ เดี๋ยวก็จะขายแล้ว พูดไปแกก็ไม่เข้าใจหรอก ไม่รู้ใครจะมาซื้อไม่ว่าแกจะคอยอยู่ที่นี่นานแค่ไหน ไม่ว่าแกจะเรียกกี่พันครั้ง คุณครูก็ไม่กลับมาแล้วล่ะ"คิขุบอกกับฮาจิ
          ผมเป็นหมาจรจัดไปแล้วหรือนี่ ... ฮาจิ ได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านคิขุ ฮาจิเหงามาก แต่ฮาจิอยู่ที่นี่เพราะหวังว่า สักวันจะได้พบกับคุณครู ตกเย็น ฮาจิ ก็เริ่มไปรับ ดร. อุเอโนะ ที่สถานีชิบุยะอีกแล้วแล้วคืนหนึ่ง เรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ตอนเย็น พอกลับจากทำงาน คิขุนั่งดื่มเหล้าอยู่ที่ห้องนั่งเล่น แล้วฮาจิก็กลับมา"ไง ฮาจิ ไปที่สถานีชิบุยะอีกแล้วล่ะสิ แกนี่น่าสงสารจริง ๆ เลย ฉันน่ะเข้าใจ ความรู้สึกของแกดีนะ ถ้าอยากไปรับก็ไปเถิด เพราะถ้าไปแล้ว รู้สึกดี ก็ไป" แล้วคิขุก็ลุกขึ้น ไปเข้าห้องน้ำ แล้วเขาก็ล้มตึงหลับไปทันที นั่นเป็นประโยคสุดท้าย ที่คิขุพูดกับฮาจิ จริง ๆ แล้ว ไม่ใช่หลับไป แต่เขาเสียชีวิต สำหรับฮาจิแล้ว ที่ชิบุยะ มีคิขุคนเดียวเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งได้ คิขุ จากโลกนี้ไปแล้วไปอยู่ที่เดียวกับคุณครู
          ในที่สุด ... ฮาจิก็เหลือตัวคนเดียว ผมเป็นหมาจรจัดไปแล้วสินะ แต่ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอก ผมจะมีชีวิตอยู่ที่นี่ต่อไปให้ได้ แล้วฮาจิก็ออกจากบ้านคิขุ วิ่งปะปนไปในฝูงชนแถวชิบุยะ
          พลบค่ำ ...ฮาจิก็ไปที่สถานีชิบุยะ ไปนั่งหันหน้าไปที่จุดตรวจตั๋ว จับตามองไปที่ผู้คนบางครั้ง ท่ามกลางสายฝนพรำ ๆ บางครั้งก็จำผิด นึกว่าเป็นคุณครู ดีใจกระโดดเข้าไป หา แต่ไม่ใช่ กลับถูกพนักงานสถานีวิ่งมาเตะกระเด็นไปก็มี แล้วฮาจิ ก็เดินคอตกกลับไปอย่างเหงาหงอยเจ้าของร้านอาหารแถวนั้น จำฮาจิได้ ก็จะนำข้าวปลาอาหารมาให้ฮาจิกินเป็นประจำหรือถ้าร้านจะปิดส่งท้ายปี ก็มักจะได้กินอาหารพิเศษไปกับเขาด้วย
          แต่บางครั้งเพียงแค่ยื่นหน้าเข้าไปใกล้แขกในร้าน ก็โดนเตะก็มี หาว่าเป็นหมาจรจัด สกปรกสิ้นดี ฮาจิ มองชายคนนั้น ด้วยสายตาโกรธ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ "มีหมาจรจัดสกปรกอย่างแกนี่แหละ โลกนี้ถึงอันตราย จัดการให้หมด ๆ ไปน่าจะดี"แขกคนนั้นอารมณ์เสียไม่เลิก
          เจ้าของร้าน บอกว่า "หมาตัวนี้ ถึงจะสกปรกอย่างที่เห็น แต่ใจของมันสะอาดใจของแกมันสกปรกมากกว่าอีก จะบอกให้ ใส่เสื้อผ้าชั้นดี แต่ใจแกน่ะสกปรกกว่าหมา อีก กลับไปได้แล้ว แกไม่ใช่่แขกของฉันอีกต่อไป"
          หน้าสถานีรถไฟชิบุยะ มีหมาจรจัดมาอาศัยอยู่เยอะ ทะเลาะกัน แย่งอาหารกันฮาจิไม่เคยกลัวสักนิด หันหน้าสู้ ในที่สุดก็สามารถปราบได้หมด ฮาจิก็กลายเป็นจ่าฝูงหมาจรจัดแถวนั้นไปเลย แต่ถึงแม้จะเก่งกาจเพียงไหน ฮาจิก็ไม่่เคยชวนใครทะเลาะก่อน
          ปี 2475 ฮาจิเป็นดารา หนังสือพิมพ์อาซาฮี ลงข่าว วันที่ 4 ตุลาคม 2475 หนังสือพิมพ์อาซาอี ฉบับเช้า ลงรูปและเรื่องของฮาจิ"เรื่องของสุนัขแก่กับนายที่รัก" เป็นเวลาเจ็ดปีที่มันมานั่งคอยการกลับมาของนายที่ตายไปแล้ว ...
          ที่สถานีชิบุยะ เช้ายันเย็น ท่ามกลางผู้โดยสารที่หนาตา จะเห็นสุนัขแก่ตัวนี้ มานั่งคอยนายผู้เป็นที่รัก หลังจากที่ศาสตราจารย์อุเอโนะ นายที่เลี้ยงดูมันอย่างดี นายที่เปรียบเหมือนพ่อได้ตายจากไป สุนัขแก่ตัวนี้ก็มานั่งคอยตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา ...
           ไม่ว่าจะวันฝนตก แดดออก หรือว่าหิมะตก มันมาแทบทุกวันไม่เคยขาด ถึงวันนี้ดวงตาของมัน เริ่มพร่ามัว เพราะอายุที่มากขึ้น แต่มันก็ยังเฝ้าคอยนายอันเป็นที่รักต่อไป
          สำหรับฮาจิแล้ว การตายของนายนั้นเป็นเรื่องที่มันไม่เข้าใจ ผู้คนที่ผ่านไปมาแถวนั้นพอรู้เรื่องนี้เข้า ก็รู้สึกสงสารฮาจิจับใจ บางคนซื้อของที่ร้านแผงลอยให้ฮาจิกิน เพื่อเป็นการปลอบโยน ...
          บัดนี้ ฮาจิ ... กลายเป็นสุนัขที่มีชื่อเสียงไปแล้ว คนทั่วประเทศต่างก็ชมเชย หัวใจอันยิ่งใหญ่ของฮาจิกันทั้งนั้น ฤดูใบไม้ผลิของปีนั้น ฮาจิ ค่อย ๆ มีชื่อเสียงเพิ่ม มากขึ้น ร้านแผงลอยที่อยู่ใกล้ ๆ สถานีชิบุยะ ต่างพากันตั้งชื่อรายการอาหารเป็นชื่อของฮาจิ เช่น ข้าวเกรียบฮาจิ ช็อกโกแลตฮาจิ แต่ละร้านขายดิบขายดี มีคนเข้าคิวซื้อยาวเหยียด
          ปีที่ 9 ฮาจิป่วยเป็นโรคพยาธิหัวใจ
          ดร. อุเอโนะ ตายจากไป เป็นเวลา 9 ปีแล้ว ฮาจิอายุ 10 ขวบ ถ้าเป็นคน ฮาจิอายุใกล้หกสิบปีแล้ว ฮาจินอนหมอบอยู่ที่ป่าเบญจพรรณ บริเวณเนิน นาเบะชิมะยาม่านอนฟังเสียงลมที่พัดหวิว ๆ ผ่านไป ขนของฮาจิหลุดเป็นหย่อม ๆ ผิวหนังบริเวณหลังเริ่มเป็นผื่นแดง ในที่สุด ฮาจิก็ป่วยเป็นโรคพยาธิหัวใจ โรคนี้มียุงเป็นพาหะ นำเชื้อพยาธิมาฝังไว้ที่หัวใจ เป็นโรคที่น่ากลัวและร้ายแรงสำหรับสุนัขมาก
รูปปั้้น "ฮาจิ สุนัขยอดกตัญญู"

          รูปปั้น "ฮาจิ" ช่วงที่ฮาจิเริ่มป่วย ก็เกิดโครงการขึ้นโครงการหนึ่ง บรรดาเจ้าของร้านแผงลอยที่อยู่หน้าสถานี นายสถานี สมาคมอนุรักษ์สุนัข ช่วยกันจัดสร้างรูปปั้น "ฮาจิ ยอดกตัญญู"ขึ้นมาจนสำเร็จ แล้วทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2477

รูปปั้น "ฮาจิ สุนัขยอดกตัญญู" ที่ชิบุยะ กลายเป็นสถานที่มีชื่อเสียงแห่งใหม่ของโตเกียว 
 เรื่องราวของฮาจิ ได้ถูกบรรจุเป็นแบบเรียนวิชาศีลธรรมจรรยาของเด็กนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่สองด้วย เป็นวิชาที่สอนเด็ก ๆ ให้รู้จักคำว่า "อย่าลืมบุญคุณ"บุญคุณที่ว่านี้ ก็คือ การที่เราได้รับความเห็นอกเห็นใจ ความเมตตากรุณาจากใครสักคนเราไม่ควรที่จะลืมบุญคุณคนที่ให้ความรักเมตตากรุณาต่อเรา และเราควรตอบแทนบุญคุณความรักนั้นด้วย ฮาจิ จากไปด้วยอาการอันสงบ ปี 2478 ฮาจิ อายุ 11 ปี ถ้าเป็นคน อายุประมาณ 65 ปีแล้ว ฮาจิที่ป่วยเป็นโรคพยาธิหัวใจ พอย่างเข้าปีนี้ ร่างกายเริ่มอ่อนแอมาก หูทั้งสองข้างและหางที่เคยม้วนสวย ก็ห้อยตก ขนหลุดเป็นหย่อม ๆ และผอมโกรกจนเห็นซี่โครงบานที่หน้ารูปปั้น "ฮาจิ สุนัขยอดกตัญญู" ผู้คนมากมายรวมตัวกัน เพื่อคอยการมาของฮาจิตัวจริง แต่ฮาจิ ไม่มีแรงที่จะไปยังสถานีชิบุยะแล้ว โรคพยาธิหัวใจคืบคลานใกล้ถึงขั้วหัวใจของฮาจิเต็มทีแล้ว ฮาจิเริ่มหายใจลำบากขึ้นฮาจิ นอนอยู่ที่ป่าเบญจพรรณ บริเวณเนิน นาเบะชิมะยาม่า แต่ฮาจิพยายามเดินโซซัดโซเซไปที่ ถนนอาโอยาม่า ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีชิบุยะพอสมควร ฮาจิไปหมดแรงที่จะ ก้าวเดินต่อไปอีกแล้ว ฮาจิไปหมอบอยู่ที่ประตูหลังของร้านเหล้า ภรรยาเจ้าของร้านเหล้า ออกมาทำความสะอาดข้างนอกร้านในตอนเช้า เห็นฮาจิเข้า จึงร้องทักอย่างตกใจและแล้ว เช้าที่สงบเงียบของวันที่ มีนาคม 2478 นั้นเอง 

          ฮาจิ ก็ได้จากโลกนี้ไป ด้วยอาการอันสงบ หันหน้าไปทางสุสานอาโอยาม่า ที่ซึ่งคุณครูผู้เป็นที่รักของฮาจิ นอนหลับอยู่ ...
          ฮาจิ หลับแล้วชั่วนิจนิรันดร์ ฮาจิ เป็นที่รักของทุกคนมาตลอด แม้ร่างกายของฮาจิจะลาลับจากโลกนี้ไปนานถึงเกือบ 80 ปี แล้วก็ตาม เรื่องราวของความกตัญญู ความซื่อสัตย์ และความจงรักภักดีจวบจนลมหายใจสุดท้ายของฮาจิ หาได้สูญสลายไปไม่ กลับยังตราตรึงอยู่ในใจของชาวญี่ปุ่น และชาวโลก ที่ทราบเรื่องราวของฮาจิ ตลอดไปชั่วนิจนิรันดร์
         หนังสือเรื่องจริงของฮาจิ

        ภาพยนตร์เรื่องฮาจิ *.*.*.*
อ้างอิง : อายาโนะ มาซารุ (ซุ้ม ชาโบ้ แปล). เรื่องจริงของฮาจิ ตำนานสุนัขยอด กตัญญู. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เพ็ทแอนด์โฮม, 2548. - ขอขอบคุณเป็น อย่างสูง ภาพจากอินเตอร์เน็ต - ขอขอบคุณ