1.27.2556


                                           รังนกมีประโยชน์จริงหรือไม่ 
             คนกับธรรมชาตินั้นใกล้ชิดกันมาก หรือว่าเป็นสิ่งเดียวกันด้วยซ้ำไป เราจึงมักนึกถึงธรรมชาติในการเป็นเครื่องมือบำบัดเพื่อการส่งเสริมสุขภาพของ เรา เรื่องหนึ่งในหลายความเชื่อนั้น คือเรื่องของรังนกนางแอ่น ที่เชื่อกันนักหนาว่าเป็นยาอายุวัฒนะ เป็นยาขนานเอกในการบำรุงร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่สุขภาพเสื่อมโทรมรังนกจึงกลายเป็นเป้าหมายของการ ไล่ล่า เพื่อนำมาบริการคนที่ต้องการจนกลายเป็นของขวัญที่มีราคาแพง ผู้ผลิตอาหารเสริมบางรายได้นำรังนกซึ่งชาวจีนเชื่อกันมานานว่ามีคุณประโยชน์ในการบำรุงเลือด มาบรรรจุขวดขายในราคาแพงลิบลิ่ว
            แต่ งานวิจัยชิ้นหนึ่งของสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กลับพบว่า ในรังนก 1 ขวด (ประมาณ 70-75 มิลลิลิตร) จะมีโปรตีนผสมอยู่เพียงเล็กน้อยคือประมาณ 0.25 กรัมเท่านั้นเอง ที่เหลือเป็นส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตหรือน้ำตาล ซึ่งจะให้พลังงานประมาณ 52 กิโลแคลอรี่
             แร่ธาตุอื่นๆ ก็ให้น้อยมาก วิตามินมีเพียงวิตามินบี 2 ประมาณ 20 ไมโครกรัม ในขณะที่นม 1 กล่องจะให้ประมาณ 400 ไมโครกรัม หรือว่าไข่ 1 ฟอง จะให้ 200 ไมโครกรัม คุณค่าของสารอาหารในรังนกส่วนใหญ่จึงเป็นน้ำตาล เราต้องกินรังนกแบบ นี้ถึง 26 ขวด จึงจะได้โปรตีนเท่ากับการกินไข่ไก่ 1 ฟอง และต้องกินรังนกถึง 34 ขวด จึงจะมีคุณค่าทางอาหารเท่ากับนม 1 กล่อง
            รังนกจึง เป็นอาหารที่กินเพื่อความอร่อยเท่านั้น จะไปหวังประโยชน์จากรังนกคงลำบาก ผู้ที่ดื่มกินเข้าไปก็จะได้แค่ความอร่อยตามที่ต้องการคือความหวาน และรสชาติบางอย่างเท่านั้นเอง เมื่อวินิจฉัยอย่างเป็นวิทยาศาสตร์เราจะพบว่า อาหารเสริมรังนกไม่ได้มีความจำเป็นอะไรเลย
            ถ้าเราพยายามศึกษาว่าคน โบราณมีนิสัยในการกินอย่างไร เราก็พบแนวทางการบริโภคที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรง เพราะคนสมัยก่อนแข็งแรงกว่าคนในปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องเข้าโรงพยาบาล เพื่อซ่อมสุขภาพบ่อยครั้งเหมือนคนสมัยนี้ คนเราในปัจจุบันมักกินอาหารไม่ครบหมวดหมู่และความหลากหลายอย่างที่ร่างกาย ต้องการ หนักไปที่แป้ง หรือหนักไปที่การดื่มสุราแทนการกินอาหารบ้าง ลุขภาพจึงไม่แข็งแรง หากเราย้อนกลับไปกินและอยู่ใกล้เคียงกับสภาพเมื่อ 30-40 ปีก่อน คล้ายกับประสบการณ์ในสมัยพ่อแม่ของเรา เราจะปลอดภัยจากโรคและภาวะต่างๆ ที่กำลังเบียดเบียนเราอยู่
            ใช่ว่า รังนกจะไม่มีคุณค่าทางอาหารเลย เพียงไม่ได้มีคุณค่ามากไปกว่าอาหารที่เรารับประทานกันอยู่ในปัจจุบัน และยังเป็นการทรมานเพื่อร่วมโลกคือนกนางแอ่นอย่างไม่จำเป็นเลย
            หาก คุณและภรรยาที่กำลังท้องได้ช่วยกันสร้างบ้านจากไม้เนื้อดี แต่กลับมีคนเห็นว่าไม้เนื้อดีที่คุณสร้างนั้นเขาชอบเขานิยม เขาจึงแอบมาลักไม้จากบ้านคุณไป แล้วคุณและภรรยาที่กำลังท้องจะทำอย่างไร จะไปอยู่ไหน ลูกก็จะคลอดแล้ว คุณก็ต้องเร่งสร้างบ้านของคุณเอง บางทีก็ไม่ทันบ้านเสร็จ คุณและภรรยาที่กำลังท้องก็เสียชีวิตลงก่อนเพราะเหนื่อยมากไปกับการสร้างบ้าน เพื่อลูกน้อยของคุณ คิดดูให้ดีว่าคุ้มทั้งสองฝ่ายไหม? ใครเอาเปรียบใคร
 ที่มาข้อมูลและภาพ mekoclinic.co

1.19.2556

ใบย่านาง
สมุนไพรลดความอ้วน,แก้โรคเบาหวาน,ความดัน,หัวใจ มะเร็ง,ภูมิแพ้,ร้อนใน,ไซนัสจมูกตัน,ไมเกรน,ริดสีดวงทวาร,ปอดร้อนนอนกรน กรดไหลย้อน ฯลฯ
สรรพคุณเยอะแบบนี้ มาทำน้ำใบย่านางทานกัน
ส่วนผสม
 ใบย่านาง
 ใบเตย
 น้ำเปล่
วิธีทำน้ำใบย่านาง
1.นำใบย่านางมาประมาณ 30–50 ใบ ต่อน้ำ 4 ลิตรครึ่ง
2.ผสมใบเตยประมาณ 10 ใบ ขยี้กับน้ำให้สะอาด
3.ตำหรือปั่นด้วยมือ กรอกด้วยผ้าขาวบาง นำกากมาปั่นซ้ำ จนหมดสีเขียว
4.กรองเอาแต่น้ำ เก็บไว้ในตู้เย็น ทานได้ประมาณ 4–5 วัน
ผู้ป่วยเบาหวานควรรับประทาน
เพราะจะทำให้น้ำตาลในเลือดลดลง คนที่เป็นเบาหวาน ตับอ่อนไม่หลั่งอินซูลิน เหตุที่ตับอ่อนไม่หลั่งอินซูลิน เพราะร่างกาย เกิดภาวะร้อนเกินไป ระบบการทำงานของร่างกายจึงป้องกันตนเอง ไม่ให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลิน เพื่อไม่ให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาล (หากร่างกายเผาผลาญน้ำตาลร่างกาย จะยิ่งร้อนมากขึ้นไปอีก) น้ำตาลเมื่อไม่ถูกเผาผลาญก็อยู่ในกระแสเลือด แต่ร่างกายนำไปใช้ไม่ได้ เซลล์จึงขาดน้ำตาล มีอาการอ่อนเพลียง่าย
จึงต้องแก้ด้วยสมุนไพรฤทธิ์เย็น ใบย่านางมีฤทธิ์เย็นมาก เมื่อร่างกายได้เย็นลงแล้ว ระบบการทำงานของร่างกายจะสั่งตับอ่อนให้หลั่งอินซูลิน มาเผาผลาญน้ำตาลได้ตามปกติ และเผาผลาญไขมันให้เป็นพลังงาน เซลล์เมื่อได้รับน้ำตาลและใช้น้ำตาลได้ อาการอ่อนเพลียจึงหายไป
ที่มาข้อมูลและภาพ sakid.com

1.09.2556


ที่มาของแซ่นามสกุลคนจีน
คนไทยเรานั้น นอกจาก ชื่อ” แล้ว ยังต้องมี “นามสกุล” กำกับอยู่ด้วยเพื่อบ่งบอกให้รู้ว่า ตนถือกำเนิดขึ้นในตระกูลใด คนจีนก็เช่นเดียวกัน คือต้องมี “แซ่” หรือนามสกุล ซึ่งเริ่มใช้กันมาตั้งแต่เมื่อสองพันปีก่อน ตามพระบัญชาของจักรพรรดิ จึงถือว่าเป็นชนชาติแรกที่มีนามสกุลใช้กันอย่างเป็นทางการ
แต่เดิมคนจีน มีเพียงชื่อที่ใช้เรียกเพื่อบ่งบอกตัวบุคคล ต่อมาเมื่อสังคมจีนขยายตัว จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ชื่อที่ใช้เรียกตัวบุคคลจึงซ้ำไปซ้ำมาเป็นจำนวนมาก จนเกิดความสับสนในการระบุตัวบุคคล ประกอบกับบรรดาขุนศึก ขุนนาง และชนชั้นสูงในสังคมจีนยุคจ้านกว๋อ หรือยุคเลียดก๊ก (พ.ศ.66 - 321) ต้องการสะสมกำลังคนเพื่อสร้างฐานอำนาจให้กับตนเอง จึงตั้งชื่อตระกูลหรือ “แซ่” ขึ้น แล้วรวบรวมผู้คนเข้ามาอยู่ในแซ่เดียวกัน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แนบแน่นขึ้นกว่าการเป็นนายและบ่าวแบบเดิม
จาก นั้นก็เริ่มมีการใช้แซ่กันอย่างแพร่หลายขึ้น จนกระทั่งในรัชสมัย “สมเด็จพระจักรพรรดิฮั่นเกาจู” (พ.ศ.337 - 348) ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่น ได้โปรดเกล้าฯ ให้ประชาชนทุกคนมีแซ่ตระกูลประจำตัว ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ขุนนาง พ่อค้า ไปจนถึงไพร่สามัญชน โดยให้แซ่ถ่ายทอดจากฝ่ายบิดาลงมาสู่บุตร ตั้งแต่นั้นประเทศจีนจึงมีการใช้แซ่ขึ้นอย่างเป็นทางการ และสืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน
แม้คนจีนทุก คนจะมีแซ่ใช้กันอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่เมื่อสองพันกว่าปีก่อน แต่จำนวนแซ่กลับมีอยู่ไม่มาก เพราะไม่ตั้งกันขึ้นมาอย่างพร่ำเพรื่อ แต่ใช้การสืบทอดต่อๆ กันมานานนับพันปี จากการสืบค้นทางประวัติศาสตร์พบว่าในอดีตเคยมีแซ่อยู่ประมาณ 24,000 แซ่ แต่ปัจจุบันหายสาบสูญไปมาก เหลือที่ใช้กันจริงอยู่ประมาณ 5,000 แซ่ แต่แซ่ที่พบเห็นได้บ่อยๆ มีอยู่เพียงประมาณ 2,000 แซ่เท่านั้น ในขณะที่คนจีนมีอยู่มากถึง 1 ใน 4 ของประชากรโลก ทำให้หนึ่งแซ่หรือหนึ่งตระกูลของคนจีนมีจำนวนสมาชิกอยู่มากมายมหาศาล
เมื่อ ปี พ.ศ.2550 รัฐบาลจีนได้ทำสำรวจแซ่ตระกูลจีนที่มีมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน พบว่า แซ่ที่มีการใช้มากที่สุด 3 อันดับแรกในประเทศจีนคือ แซ่หวัง (เฮ้ง), หลี่ (หลี) และจาง (เตีย) ซึ่งมีผู้ใช้รวมกันเกือบ 300 ล้านคน หรือประมาณแซ่ละ 100 ล้านคน ซึ่งเพียงแค่แซ่เดียวก็มากเกือบเป็นสองเท่าของประชากรไทยทั้งประเทศแล้ว
10 อันดับแซ่ที่มีผู้ใช้มากที่สุดในประเทศจีน ได้แก่
ส่วน คนจีนในประเทศไทยหรือชาวไทยเชื้อสายจีนที่ยังคงใช้แซ่ก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเมื่อปี พ.ศ.2535 มีการสำรวจพบว่า แซ่ที่มีผู้ใช้มากที่สุด 3 อันดับแรกในประเทศไทยคือ แซ่เฉิน (ตั้ง), หลิน (ลิ้ม) ประมาณแซ่ละ 80,000 คน และแซ่หลี่ (หลี) ประมาณ 50,000 คน ส่วนอันดับต่อมาอีก 7 อันดับ มีผู้ใช้อยู่ในหลักหมื่นคน
10 อันดับแซ่ที่มีผู้ใช้มากที่สุดในประเทศไทย ได้แก่
นอก จากนั้นยังใช้การแปลความหมายของแซ่เป็นภาษาไทย แล้วตั้งเป็นนามสกุลใหม่ เช่น บรรหาร ศิลปอาชาแซ่เดิมคือ หม่า” (เบ๊) ที่แปลว่าม้า (อาชา) จึงแปลงเป็นนามสกุลไทยว่า ศิลปอาชาหรือนามสกุล อัศวเหมที่แปลว่าม้าทองคำ ก็มาจากแซ่ หม่า” (เบ๊) เช่นเดียวกัน
เฉิน (ตั้ง)

หลิน (ลิ้ม)

หลี่ (หลี)

หวง (อึ๊ง)

อู๋ (โง้ว)

สวี่ (โึค้ว)

จาง (เตีย)

เจิ้ง (แต้)

หลิว (เล่า)

หวัง (เฮ้ง)

ปัจจุบัน ชาวไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากได้แปลงแซ่มาเป็นนามสกุลตามภาษาไทย เพื่อให้กลมกลืนกับคนไทยมากขึ้น แต่บางนามสกุลก็ยังพอที่จะสืบไปถึงแซ่เดิมได้อยู่ เช่น ป๋วย อึ๊งภากรณ์มีแซ่เดิมคือ หวง” (อึ๊ง) ก็ใช้การเติมคำไทยต่อท้ายแซ่ กลายเป็นอึ๊งภากรณ์หรือ สนธิ ลิ้มทองกุลมีแซ่เดิมคือ หลิน” (ลิ้ม) ก็กลายเป็น ลิ้มทองกุล
หวัง (เฮ้ง)

หลี่ (หลี)

จาง (เตีย)

หลิว (เล่า)

เฉิน (ตั้ง)

หยาง (เอี๊ย)

หวง (อึ๊ง)

จ้าว (เตี๋ย)

อู๋ (โง้ว)

โจว (จิว)

โดยแต่ละแซ่มีผู้ใช้มากกว่า 20 ล้านคน
 ที่มาข้อมูล dek-d.com
ที่มารูปภาพ topicstock.pantip.com