3.22.2556

วิธีการล้างคราบสีขาวออกจากลูกองุ่น
ใครที่ชอบกินองุ่น ก็มักจะสังเกตเห็นว่าองุ่นเกือบทุกลูกนั้นจะมีคราบสีขาว ลักษณะคล้ายฝ้าเกาะอยู่ ซึ่งบางครั้งทำให้หลายคนไม่มั่นใจว่าคราบนั้นจะเป็นสารพิษตกค้าง และก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพหรือเปล่า และการล้างธรรมดาก็ไม่สามารถกำจัดคราบสีขาวเหล่านี้ออกไปได้อีกด้วย แต่วันนี้เรามีวิธีง่ายๆ ในการล้างองุ่นให้หมดคราบสีขาวที่ติดอยู่บนลูกองุ่น และไม่ทิ้งสารตกค้างที่เป็นอันตรายต่อร่างกายอีกด้วย จะล้างอย่างไรนั้นไปดูกัน
ก่อนอื่น เมื่อซื้อองุ่นมาแล้วก็ให้เด็ดออกเป็นลูก ๆ เพื่อให้สามารถล้างได้สะดวก และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น จากนั้นใส่ลงในกะละมังที่รองน้ำเอาไว้สำหรับล้าง แล้วบีบยาสีฟันยี่ห้ออะไรก็ได้ ลงบนมือขยี้ให้ทั่ว แล้วจึงทำการล้างองุ่น ด้วยยาสีฟันที่เปื้อนมืออยู่นั้น แล้วก็ล้างน้ำเปล่าให้สะอาด เพียงเท่านี้คราบสีขาวบนลูกองุ่นก็จะหมดไป สามารถรับประทานกันได้อย่างสบายใจแล้ว
http://www.thaieditorial.com/

3.20.2556

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
วันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 1879 เด็กชายอัลเบิร์ตได้ถือกำเนิดในครอบครัวไอน์สไตน์ เขาเติบโตมาพร้อมกับโรคความบกพร่องทางทักษะการอ่านเขียน (Dyslexia) ทำให้เด็กชายกลายเป็นเด็กโง่ในสายตาครู โดยครูได้บอกกับพ่อของเขาว่า"อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เป็นเด็กทึมทื่อ " แต่เขาก็กลายเป็นนักฟิสิกส์ชื่อดัง ทั้งถูกยกย่องให้เป็นบุคคลอัจฉริยะ นอกจากผลงานทฤษฎีฟิสิกส์ที่ทิ้งไว้ ไอน์สไตน์ยังมีประโยคอมตะที่คนยังพูดถึงอย่างประโยคที่ว่า "จิตนาการสำคัญกว่าความรู้" และนี้ไม่ใช่ประโยคเด็ดเพียงประโยคเดียวที่ไอน์สไตน์ได้กล่าวไว้ แต่ยังมีอีกหลายคำพูดที่คนยังจำได้ และ science.discovery ได้ยกย่องให้ 10 ประโยคดังต่อไปนี้เป็นประโยคที่ดีที่สุดของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
1.วิทยาศาสตร์เป็นสิ่งมหัศจรรย์ถ้าไม่ได้ทำเพื่อเลี้ยงชีพ
2.คนที่ไม่เคยทำผิดคือคนที่ไม่พยายามทำอะไรใหม่เลย
3.คนฉลาดแก้ปัญหาคนอัจริยะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา
4.สิ่งที่เข้าใจยากที่สุดในโลกคือภาษีเงินได้
5.ผมแน่ใจว่าพระเจ้าไม่เล่นลูกเต๋า
6.ความเป็นจริงเป็นภาพลวงตาแม้ว่ามันจะคงอยู่นาน
7.ผมไม่เคยคิดถึงอนาคตเพราะมันจะมาในไม่ช้่า
8.สิ่งเดียวที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ของผมคือการศึกษาของผม
9.สองสิ่งที่ไม่มีสิ้นสุดคือจักรวาลและความโง่เขลาของมนุษย์และผมไม่แน่ใจเกี่ยวจักรวาล
10.ผมไม่รู้ว่าอาวุธในสงครามโลกครั้งที่3จะเป็นอะไร แต่สงครามโลกครั้งที่ 4 อาวุธจะเป็นไม้และก้อนหิน

3.12.2556

ยิ่งกด"ไลค์"ในเฟซบุ๊ก ยิ่งเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง
ผล การศึกษาชิ้นใหม่ชี้ว่า การกด"ไลค์"ในเฟซบุ๊ก อาจเป็นสิ่งบ่งบอกถึงแนวคิดทางการเมือง เพศสภาพ รสนิยมในการฟังเพลง กระทั่งเครื่องดื่มที่เราชอบ
รายงานดังกล่าวได้รับการตี พิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (11 มี.ค.) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ใช้ระบบอัลกอริธึมในการวิเคราะห์การกดไลค์ ของผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวอเมริกัน จำนวน 58,466 คน เพื่อทำการคาดเดาถึงบุคลิก พฤติกรรม ที่สามารถเดาไดัว่าผู้ใช้ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ หรือติดยาเสพติดหรือไม่
เดวิด สติลเวล นักวิจัยจากเคมบริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมศึกษา กล่าวว่า การศึกษาให้ผลที่น่าประหลาดใจ เพราะสามารถทำนายศาสนา แนวคิดทางการเมือง เชื้อชาติ และเพศสภาพของผู้ใช้ ได้อย่างแม่นยำ
เฟซบุ๊ก เริ่มนำปุ่ม"ไลค์"มาใช้เมื่อปี 2009 ทำให้เครื่องหมาย"ชูหัวแม่มือ"กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วสื่อสังคมออนไลน์ โดยเมื่อปีที่แล้ว ผู้ใช้เฟซบุ๊กกดไลค์เฉลี่ยวันละ 2.7 พันล้านไลค์
ผลการศึกษาพบว่า การกดไลค์ ในเฟซบุ๊ก สามารถเชื่อมโยงไปถึง เพศสภาพ อายุ ชาติพันธุ์ ไอคิว ศาสนา แนวคิดทางการเมือง การสูบบุหรี่ หรือการใช้ยาเสพติด อีกทั้งสถานภาพความสัมพันธ์ จำนวนเพื่อนในเฟซบุ๊ก
ผล การกดไลค์ดังกล่าวถูกนำไปวิเคราะห์ผ่านขั้นตอนวิธีแบบอัลกอริทึม และจับคู่กับข้อมูลจากผลการทดสอบบุคคลิกภาพ การทดสอบดังกล่าวมีความแม่นยำสูงถึง 88% ในการวิเคราะห์เพศชาย และจะมีความแม่นยำสูงถึง 95%  เมื่อต้องจำแนกความแตกต่างระหว่างประชากรเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกัน และคอเคเชียน-อเมริกัน และสูงถึง 85% ในการจำแนกผู้ที่ภักดีต่อพรรครีพับลิกันและเดโมแครต
ขณะที่ชาวคริสเตียนและมุสลิม วิธีการดังกล่าวมีความแม่นยำในการแยกความแตกต่าง 82% ขณะที่ความแม่นยำของการทำนายพฤติกรรมการใช้สารเสพติดอยู่ระหว่าง 65% และ 73% และสามารถทำนายว่าคนนั้นมีพฤติกรรมรักร่วมเพศได้หรือไม่สูงถึง 88%
ผลการศึกษาดังกล่าวอาจเป็นผลดีต่อบริษัทด้านสื่อสังคมออนไลน์
ที่ อาจนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการจูงใจผู้ใช้ผ่านช่องทางการตลาดส่วนบุคคล แต่นักวิจัยเตือนว่าผู้ใช้อาจต้องเผชิญหน้ากับการคุกคามความเป็นส่วนบุคคล  ไมเคิล โคซินสกี หัวหน้านักวิจัยในดครงการดังกล่าวเปิดเผยว่า แม้ จะเป็นเรื่องดีที่ระบบของเฟซบุ๊กจะขึ้นโพสต์ในนิวส์ฟีดที่ตรงกับตัวผู้ใช้ แต่ข้อมูลและเทคโนโลยีดังกล่าวอาจถูกนำไปใช้ในการคาดเดาแนวคิดทางการเมือง หรือความเป็นเพศสภาพของผู้ใช้แต่ละคน ซึ่งเป็นการคุกคามเสรีภาพในการแสดงออกหรือกระทั่งชีวิตส่วนบุคคลได้
วิธีที่ดีที่สุด คือผู้ใช้เองต้องเลือกที่จะเปิดเผยและไม่เปิดเผยข้อมูลของตนเองต่อสาธารณะ มิใช่ให้เฟซบุ๊กคอยกำหนดความเป็นไป  ผลการวิจัยชิ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจผู้ใช้สื่ออนไลน์ ที่คดว่าการตั้งค่าในระบบ"ไพรเวซี เซ็ตติง"ในเฟซบุ๊กเป็นวิธีที่ช่วยปกป้องข้อมูลในออนไลน์  แต่ผู้ใช้ควรเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ว่า ข้อมูลมากเท่าใดที่เราเลือกจะเผยแพร่ต่อสาธารณะ
การกดไลค์ โพสต์หรือหน้าเพจอาจดูเหมือนไม่ส่งผลกระทบอะไรมากนัก แต่มันอาจทำให้บุคคลบางกลุ่มนำข้อมูลดังกล่าวไปจัดประเภทและทำนายพฤติกรรมใน วิธีที่เกินเลยและอ่อนไหวกว่าที่เราคาดคิด
ขอบคุณ มติชน