คลังบทความของบล็อก

7.31.2556

108 วิธี  มอบน้ำใจให้แก่กัน
           วิธีมอบน้ำใจให้แก่ผู้อื่นนั้น    สามารถเริ่มต้นง่ายที่สุด   ด้วยการมองและยิ้ม   ต่อจากนั้นก็ใช้การทักทาย ฟัง พูด ให้ความมีน้ำใจต่อกัน  ซึมลึกเข้าไปอีก  น้ำใจนั้นสามารถส่งถึงผู้อื่นได้ ด้วยการเขียนและการกระทำ   ทั้งต่อคน ที่รู้จักกันแล้ว และที่ยังไม่รู้จักกัน   ไม่ว่าเด็กเล็กหรือผู้ใหญ่สามารถมอบน้ำใจ ให้แก่กันได้ทั้งสิ้น  ธรรมเนียม วัฒนธรรมของไทยนั้นถือว่า คนไม่มีน้ำใจ หรือคนแล้งน้ำใจนั้นเป็นคนที่คบไม่ได้
         น้ำใจนั้นเป็นสิ่งที่วิเศษสุดของมนุษย์ เพราะน้ำใจเป็นของที่มีอยู่แล้วในตัวของเราเองทุกคน ไม่ต้องไปซื้อหา หรือขอมาจากใคร และเมื่อเรามอบน้ำใจให้แก่คนอื่นแล้ว  น้ำใจที่มีอยู่ในตัวเราไม่เคยลดลงเลย มีแต่ละเพิ่มขึ้นด้วย ความอิ่มเอมใจที่ได้ช่วยเหลือบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นรอดพ้นจากความยากลำบาก หรือมีความสุขเพิ่มขึ้น  คนที่มีน้ำใจให้แก่คนอื่นจะเป็นที่รักเป็นที่ยกย่องสรรเสริญ เป็นที่ชื่นชมแก่สังคมในขณะที่คนไม่มีน้ำใจคนเห็นแก่ตัว ไม่เห็นอกเห็นใจคนอื่นเอาเปรียบคนอื่น เอาแต่ได้ฝ่ายเดียวจะถูกสังคมรังเกียจขาดเพื่อน ขาดคนที่จะปรึกษาหรือหารือ ผ่อนคลายความทุกข์  มักจะมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับคนอื่นอยู่เรื่อยไป
เรามาหาทางเป็นคนมีน้ำใจกันดีกว่า  
          โปรดทดลองใช้วิธีการ 108 วิธี มอบน้ำใจให้แก่บุคคลอื่น  แล้วท่านจะรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า มีความหมาย เป็นที่รักและชื่นชมของบุคคลอื่นเพิ่มขึ้น  และโลกนี้จะน่าอยู่น่าชื่นชมขึ้นอีกมากทีเดียว
สร้างน้ำใจด้วยการมองและยิ้ม
          1. มองทุกคนที่พบกันด้วยสายตาที่เป็นมิตร คิดเมตตากรุณาต่อคนอื่น อย่าคิดว่าคนอื่นจะประสงค์ร้ายต่อเรา ทั้งหมด   แต่ก็ต้องระวังคนหลอกลวง คนเจ้าเล่ห์เพทุบาย คนคดโกง หลอกลวงไว้บ้าง
          2. ยิ้มให้ทุกคนที่พบกันยิ้มด้วยสายตา ยิ้มด้วยใบหน้า ยิ้มด้วยจิตใจ อย่าทำหน้าบึ้งหน้างอ ถ้าวันไหนอารมณ์ ไม่ดีมาจากบ้าน หรือที่ทำงานลองมองดูหน้าตนเองในกระจกบ้าง
          3. ทำความรู้จักกับคนที่ไม่รู้จัก  โดยพยายามยิ้มให้ และกล่าวคำทักทายคนใกล้บ้านหรืออยู่ในที่ทำงานเดียวกัน
          4. โบกมือส่งยิ้มให้เด็ก ๆ ในรถนักเรียนที่แล่นผ่านไป  ยิ้มให้เด็กในรถข้าง ๆ หรือเด็กที่มองตาของท่าน ผ่าน กระจกหลังของรถคันหน้าที่ติดไฟแดง
          5.  มองคนในแง่ดี  มองคนในแง่บวก  พิจารณาว่าเขาทำอะไรด้วยความหวังดีอย่างไรบ้าง  อย่ามองคนในแง่ร้าย หรือมองคนในแง่ลบ  อย่าเพิ่งคิดว่าเขาจะทำความชั่วความเลวเสียทั้งหมด  น่าจะมีความดีอยู่บ้าง  หรือเขาอาจทำไป เพราะความไม่รู้ ไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิดก็ได้
          6.  มองว่าคนเราสามารถเป็นมิตรกันได้ แม้ว่าจะมีความคิดเห็นต่างกัน  หรือมีความเชื่อต่างกัน  มองว่าการกระทำ บางอย่างอาจทำได้หลายวิธี  ไม่จำเป็นว่ามีวิธีหนึ่งที่ถูกต้องแล้วอีกวิธีหนึ่งจะผิด
สร้างน้ำใจด้วยการพูดทักทาย
          7.  ยิ้มทักทายกับคนอื่น เมื่อได้พบกัน  ด้วยการกล่าวคำว่าสวัสดี ยกมือไหว้  ยิ้มหรือก้มหัว  ตามความเหมาะสม  พยายามเรียกชื่อของเขา เพราะทุกคนมีความภูมิใจในชื่อของตน  ระวังอย่าเรียกชื่อผิดคน
          8.  สนทนาทักทายกับเพื่อนร่วมงาน  ถามไถ่ทุกข์สุข คุยเรื่องที่เขาสนใจ  อย่านั่งใกล้กับใครโดยไม่พูดกัน
สร้างน้ำใจด้วยการฟัง
          9. ตั้งใจฟังคนอื่นพูด  ให้เวลาเขาพูด  อย่างเพิ่งขัดคอขัดใจ อย่าพูดสอดแทรกขัดจังหวะ อย่าทักท้วง ให้เขาเสียหน้าต่อคนหมู่มาก
          10. รับฟังสิ่งที่เขากำลังทำ หรือที่เขากำลังสนใจ  แล้วหาทางสนับสนุนสิ่งที่ดี รับฟังความทุกข์ของเขา  แล้วหาทางช่วยแก้ปัญหา บรรเทาความทุกข์  รับฟังความสำเร็จและความสุขของเขา   แล้วร่วมยินดีด้วย
สร้างน้ำใจด้วยการพูด
          11ใช้คำพูดสี่คำให้ติดปาก คือ ขอบคุณ ขอโทษ ดี ช่วย    ขอบคุณ เมื่อมีใครทำดีต่อตน  ขอโทษ เมื่อทำให้ผู้อื่นไม่พอใจ   ดี เมื่อผู้อื่นทำความดี และช่วย เมื่อต้องการให้ผู้อื่นช่วยเหลือ
          12. พูดด้วยคำสุภาพ ไพเราะอ่อนหวาน   มีคำลงท้าย ครับ หรือ ค่ะ  ตามความเหมาะสม ไม่ใช้คำหยาบคาย  ดุด่าเสียดสี  ขู่ตะคอก หรือพูดเหน็บแนมจี้จุดอ่อนให้ช้ำใจ  หาเรื่องที่สนุกสนาน  ตลกขบขันมาเล่าสู่กันฟังบ้าง   ถ้าพูดตลกไม่เป็นให้พยายามจดจำมุขตลกที่คนอื่นเล่าแล้วนำไปเล่าต่อ
          13.  พูดชมเชยบุคคลอื่นเป็นประจำ   มีเพื่อสร้างกำลังใจ   อย่าเอาแต่ตำหนิต่อว่า  โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อบุตร ภรรยา สามี และผู้ใต้บังคับบัญชา  เช่น ชมว่ามีความพยายามสูงมาก  ทำงานได้ดี  เอาใจใส่บ้านดี  ทำงานรอบคอบดีมาก  อย่าพูดแต่เรื่องของตนเองฝ่ายเดียว  เพราะคู่สนทนาจะเบื่อหน่าย
          14.  พูดถึงคนอื่นและหัวหน้า ผู้บังคับบัญชาในด้านดีกับคนที่เขารู้จัก   อย่านินทาว่าร้ายผู้บังคับบัญชากับผู้อื่น เพราะอาจจะมีคนเก็บไปรายงานให้ท่านฟังภายหลัง
          15.  รู้จักขัดแย้งโดยไม่ให้เขาเสียน้ำใจ  มีโดยใช้เทคนิค "ใช่...แต่..."  เช่น "ที่คุณว่ามานั้นก็ถูกต้อง  แต่อาจจะมีอีกวิธีหนึ่ง.. " หรือ  "ของบางอย่างอาจจะมิใช่มีสีดำ หรือสีขาว  แต่อาจเป็นสีเท่าที่ว่าจะขาวก็ได้ ดำก็ได้"  หรือ "วิธีที่ถูกต้องอาจจะมีมากกว่าหนึ่งวิธีก็ได้"  หรือ "ร้านก๋วยเตี๋ยวที่ร่อย อาจมีมากกว่าหนึ่งร้านก็ได้"
          16.  หาเรื่องพูดคุยกับคนที่ขาดเพื่อน   คนที่เข้ากับคนอื่นไม่ได้ เพราะเขาเป็นคนที่น่าสงสาร  และต้องการ ความช่วยเหลือ
          17.  พูดด้วยเสียงอันดังพอควร   ไม่พูดแผ่วเบาหรือตะโกนให้ดังเกินไป  การพูดด้วยการขึ้นเสียง ก่อให้เกิดความโมโหและนำสู่การทะเลาะวิวาท
          18.  พูดคุยในสิ่งที่เขาสนใจ  เช่น เรื่องเกี่ยวกับลูกของเขา หรือสิ่งที่เขามีความเชี่ยวชาญ เช่น เรื่องฟุตบอล กอล์ฟ ละครโทรทัศน์ หรือหัวข้อข่าวที่เขาสนใจ  ระวังไม่คุยคุ้ยเขี่ยสิ่งที่เขาอับอายหรือต้องการปกปิดไม่ให้ใครรู้
          19.  หาข่าวเรื่องดี ๆ หรือเรื่องคนที่กระทำความดีมาคุยกันบ้าง   เพื่อให้จิตใจเบิกบาน  อย่าคุยแต่ข่าวร้าย ข่าวลือหลอกลวง หรือข่าวที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง
          20.  ไม่พูดหาเรื่องจับผิดคนอื่น   ถ้าจะพูดถึงความดีของตนก็ว่าไป  แต่ไม่ควรนินทาว่าร้ายคนอื่น หรือคุยว่า คนอื่น สู้ตนเองไม่ได้
          21.  หาทางพูดคุยกับคนที่ไม่เคยรู้จักพูดคุยด้วย   โดยการแนะนำตัวเอง หรือหาผู้อื่นแนะนำ
          22.  โทรศัพท์หรือเขียนจดหมายไปหาเพื่อนหรือคนรู้จักที่ไม่ได้ติดต่อนานเกินหนึ่งปี   รวมทั้งเมื่อได้รับข่าว ที่น่ายินดี หรือข่าวที่น่าเสียใจ
          23.  ละเว้นการพูดคำที่ไม่ดี และไม่โกรธ โมโห   อย่างน้อยหนึ่งวันต่อสัปดาห์ เช่น วันจันทร์ หรือวันศุกร์
สร้างน้ำใจด้วยการเขียน 
          24เขียนจดหมายหรือไปเยี่ยม คนที่กำลังกลุ้มใจเสียใจ    หรือประสบปัญหาชีวิต
          25เขียนจดหมายหรือส่งบัตรแสดงความขอบคุณ   ผู้ที่ทำคุณแก่เรา
          26เขียนจดหมายหรือส่งบัตรแสดงความยินดี  ในวันคล้ายวันเกิด หรือเมื่อคนที่รู้จักได้ข่าวดี เช่น ได้เลื่อน ตำแหน่ง ได้รับยกย่องรางวัล
          27เขียนจดหมายหรือส่งบัตรแสดงความเสียใจ  เมื่อคนรู้จักได้รับความเสียใจ เช่น เมื่อเจ็บป่วย หรือญาติเสียชีวิต
          28เขียนคำชมชยหรือมอบรางวัลแก่คนที่ให้บริการดีเป็นพิเศษ  พนักงานบริการ แม่ครัว หรือยาม โดยอาจส่ง ผ่านไปทางผู้จัดการ  เพื่อให้เขาจะได้นำไปประกาศชมเชย หรือให้รางวัลต่อ  เขียนจดหมายชมเชยการกระทำ ความดี เป็นพิเศษที่ได้พบเห็นในที่สาธารณะผ่านทางหนังสือพิมพ์ เพื่อเป็นตัวอย่างของบุคคลอื่น แล้วส่งไปลงข่าว หนังสือพิมพ์ หรือวิทยุ (เช่นวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน หรือ จ.ส.100)
          29เขียนป้ายเตือนอันตรายติดไว้ในที่เหมาะสม  เพื่อมิให้ผู้อื่นเป็นอันตราย เช่น ระวังพื้นลื่น ระวังผึ้งต่อย ระวังหมาดุ ระวังไฟดูด ระวังคนล้วง-กรีดกระเป๋า
          30ดูชื่อเพื่อนเก่าในหนังสือรุ่นหรือรูปญาติในรูปเก่า ๆ แล้วเขียนจดหมาย ต่อโทรศัพท์ถึง หรือส่งบัตร อวยพรปีใหม่    ถ้าไม่ทราบที่อยู่สามารถหาที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ได้จาก คนที่รู้วิธีค้นหาจากคอมพิวเตอร์  ระบบอินเตอร์เน็ต หรือโทรศัพท์ถามจากองค์การโทรศัพท์
สร้างน้ำใจด้วยการปิด
          31ปิดเสียงโทรศัพท์มือถือ และเพจ ขณะที่ไม่ควรพูดโทรศัพท์ เช่น  อยู่ในห้องประชุม รับแขก อยู่กับนาย อยู่ในพิธีการ หรืองานศพ
          32ปิดหรือหรี่ เสียงดังจากวิทยุ โทรทัศน์ ที่อาจไปรบกวนเพื่อนบ้านข้างเคียง  เขาอาจไม่ชอบเพลงชนิด ที่เราชอบฟังก็ได้
สร้างน้ำใจด้วยการกระทำ
          33ค้นหาให้พบว่าเขาชอบอะไร ต้องการอะไรแล้วทำให้เขามีสิ่งนั้น   สิ่งต้องการอาจไม่ใช่สิ่งของเงินทอง แต่อาจเป็นความในใจ เช่น ลูกต้องการให้พ่อแม่เล่นด้วย หรือไปในที่ซึ่งเขาต้องการไป   หัวหน้าอาจต้องการให้ลูกน้อง ช่วยทำงานให้เสร็จตามกำหนด หรือภรรยาต้องการให้โทรศัพท์บอกเมื่อจะไม่กินข้าวเย็นที่บ้าน เป็นต้น
          34เลื่อนจานอาหารไปให้คนอื่นที่เอื้อมไม่ถึง  โดยไม่ต้องรอให้เขาขอร้อง
          35หาทางปลอบใจคนที่กำลังมีความทุกข์  เช่น มีคนในครอบครัวเสียชีวิต ใช้วิธีปลอบว่า พระพุทธเจ้า ยังปรินิพพาน มนุษย์ก็ต้องมีความตายเป็นของธรรมดา
          36ทำความประหลาดใจให้แก่คนบางคน ด้วยการใช้ความพยายามเป็นพิเศษ ในการหาสิ่งของที่เขา ต้องการมาก  แต่เขาไม่สามารถหาได้    ด้วยวิธีปกติธรรมดา  แล้วจัดส่งไปให้ เช่น ผลไม้นอกฤดู ของที่ต้องการ อย่างรีบด่วน ของที่ต้องสั่งทำเป็นพิเศษ หรือของที่หายากไม่มีจำหน่ายในท้องตลาด
          37พยายามทำศัตรูให้กลายเป็นมิตร  ด้วยการให้ของขวัญ การพูดคุยเจรจา การเป็นเพื่อน การเห็นอกเห็นใจ การไม่เอาเปรียบ และการยอมลดราวาศอกกันบ้าง
          38ทำความประทับใจด้วยการบริการที่เป็นพิเศษกว่าธรรมดา  เช่น ที่โรงแรมโอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ นั้น พนักงานโรงแรมจะสร้างความประทับใจโดยการทักทายเรียกชื่อแขกที่มาพักได้ทุกคน  และหาข้อมูลว่าลูกค้า ชอบอะไรจากการสังเกต  สิ่งที่เขากินที่เขาใช้ในวันแรก
          39สนับสนุนการป้องกันปัญหาสังคม  เช่น สารเสพย์ติด ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของชาติในปัจจุบัน เช่น งานของกลุ่มดารารวมใจไร้สาร บ้านตะวันใหม่ หรือชมรมต่อต้านสารเสพย์ติดในสถานศึกษา
มอบน้ำใจด้วยการช่วยเหลือคนรู้จัก
          40สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว   โดยการเล่นกับลูก ช่วยน้องหรือลูกทำการบ้าน พยายามลดงานประจำ ในวันหยุด  เพื่อจะได้มีเวลาสำหรับสร้างความอบอุ่นในครอบครัว  พาลูกหลานครอบครัวไปเที่ยวด้วยกัน อย่างน้อย ปีละครั้ง
          41ช่วยรับคนที่รู้จักกันขึ้นรถเมื่อจะไปทางเดียวกัน  หรือจะกลับบ้านทางเดียวกัน  ชวนคนข้างบ้านที่ไม่มีรถ นั่งรถไปซื้อของที่ตลาดพร้อมกัน
          42ทักทาย แนะนำตัวทำความรู้จักกับเพื่อนบ้าน  โดยเฉพาะผู้ที่ย้ายมาใหม่
          43ส่งอาหารหรือผลไม้ไปให้เพื่อนบ้าน  เป็นครั้งคราว
          44ให้คนสวน กวาดใบไม้หน้าบ้านของเพื่อนบ้านด้วย 
          45ชวนเพื่อนบ้านและลูกของเพื่อนบ้านไปเที่ยวด้วยกันในวันหยุด 
          46รับฝากดูแลเด็กเล็กข้างบ้าน  เมื่อพ่อแม่ของเด็กไม่อยู่ ชวนลูกของเพื่อนบ้านที่พ่อแม่กลับบ้านดึก มาดูแลก่อนพ่อแม่กลับ  ชวนมาเล่นที่บ้าน เล่านิทาน ให้อ่านหนังสือการ์ตูน ทำการบ้าน (ระวังแจ้งพ่อแม่เด็กให้ทราบ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด)   หรือจะกลับบ้านทางเดียวกัน  ชวนคนข้างบ้านที่ไม่มีรถ นั่งรถไปซื้อของที่ตลาดพร้อมกัน
          47ให้ความสนใจกลุ่มเยาวชนในหมู่บ้าน  ถ้าขาดกิจกรรมที่เล่น ที่พักผ่อน ควรรวมกลุ่มชาวบ้าน หารือกัน เพื่อช่วยเหลือ  ถ้าทำเองไม่ได้ควรติดต่อกลุ่มที่สามารถช่วยได้ หรือเขียนจดหมายถึงอำเภอ/หนังสือพิมพ์/โทรทัศน์  หาผู้มีจิตศรัทธาช่วยเหลือ ช่วยป้องกันยาเสพติดในหมู่เยาวชน
          48ไปเยี่ยมคนแก่ที่อยู่ใกล้บ้าน เดือนละครั้ง  
          49ช่วยคนขาดแคลน   ถ้ารู้ว่าคนรู้จักคนหนึ่งขาดแคลนเงินมาก  ลองใส่ธนบัตรใบละร้อยหรือ ใบละห้าร้อย ส่งทางไปรษณีย์ไปให้เขา โดยไม่ต้องบอกว่าส่งมาจากใคร
          50. ตัดหนังสือพิมพ์ส่งไปให้คนรู้จัก  เพราะมีข่าวของเขาหรือมีเรื่องที่เขาจะสนใจ
          51ส่งอาหาร เครื่องดื่ม หรือขนมไปให้เจ้าหน้าที่บริการประชาชน  เช่น ตำรวจสายตรวจที่มาหน้าบ้าน พนักงานดับเพลิง หรือพนักงานขนขยะ
          52. ซื้อตั๋วดูภาพยนตร์/ดนตรี/กีฬาหรือหนังสือการ์ตูนให้เด็กข้างบ้าน  
          53เมื่อเห็นว่าของบางอย่างเหมาะสมสำหรับบางคนที่รู้จัก  ควรซื้อหรือหาไปฝากเขา
          54ส่งหนังสือวารสารที่อ่านแล้วไปให้คนที่เราคิดว่าเขาต้องการ  หรือบริจาคให้ห้องสมุดกรมการศึกษานอกโรงเรียน เพราะดีกว่าชั่งกิโลขาย
          55จ่ายเงินสมัครสมาชิกวารสารที่เหมาะสมส่งไปให้ห้องสมุดโรงเรียนเก่า  
          56หาของฝากหรือของขวัญปีใหม่ไปให้คนที่ติดต่อประจำ   เช่น แม่ค้าขายผลไม้ แม่ครัวร้านอาหาร ช่างตัดผม คนขับรถ หรือภารโรง
          57หาของขวัญของฝากให้ลูกน้องหรือผู้ร่วมงาน   เช่น บัตรกินอาหารฟรี บัตรลดราคา บัตรเติมน้ำมันฟรี  บัตรดูละครการแสดง
          58. มอบจักรยาน ลูกฟุตบอล หรือขลุ่ย แทนพวงหรีดในงานศพ   เพื่อเจ้าภาพจะได้นำไปมอบให้เด็กบ้านไกล โรงเรียนในชนบท  หรือมอบผ้าไตรแทนพวงหรีดในงานศพ   เพื่อเจ้าภาพจะได้นำไป ถวายพระหรือใช้ในการอุปสมบท พระใหม่
          59ชดใช้หนี้ให้ลูกน้อง หรือเพื่อนร่วมงานที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว   หรือให้ยืมเงินไม่เสียดอกเบี้ย  โดยหวัง จะให้เขา มีกำลังใจในการสู้ชีวิตและทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อไป (ระวังอย่าเป็นนายประกัน)
มอบน้ำใจด้วยการช่วยเหลือคนที่ไม่รู้จัก
          60ช่วยทุกคนที่ประสบความยากลำบาก   มีปัญหา มีความทุกข์ เช่น คนหลงทาง คนกำลังหิวกระหายน้ำ คนที่ประสบอุบัติเหตุ
          61ส่งเงินหรือสิ่งของไปช่วยคนที่ประสบสาธารณภัย   เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้
          62บอกเตือนสิ่งผิดปกติของคนอื่น   เช่น ยางรถแบน ซิปกางเกงไม่ได้รูด (เขียนใส่กระดาษไปบอก)
          63ช่วยจับประตูที่เปิดเดินออกไปแล้ว   เพื่อไม่ให้ตีคนที่ตามมาข้างหลัง
          64ช่วยชี้ทาง นำทาง ให้คนต่างถิ่นที่มาถามทาง   หากอยู่ใกล้ ๆ พอนำไปส่งได้จะวิเศษมาก
          65ช่วยคนที่กำลังหาของที่หาย หาไม่พบ   หรือเมื่อเก็บของได้ ส่งคืนเจ้าของ
          66ช่วยถือของให้คนที่หอบพะรุงพะรัง   (แต่ควรระวังอย่าถือของให้คนที่ไม่รู้จักนำมาฝาก เพราะอาจมี ของที่ขโมยมา หรือยาเสพติดอยู่ในถุงนั้น  ทำให้ต้องตกเป็นผู้ต้องหาได้   ไม่ควรรับฝากของใครไปต่างประเทศ
          67ช่วยคนที่กำลังจะเอื้อมหยิบของบนชั้นสูงไม่ถึง   (ระวังของตกใส่หัว หรือของหนักเกินกำลัง  เวลายกของต้องใช้กำลังขา  อย่างอหลัง มิฉะนั้นจะปวดหลังไปนาน  เพราะกระดูกสันหลังอาจเคลื่อนหรืออักเสบ)
          68ช่วยเข็นรถยนต์ของคนอื่นที่เครื่องเสีย  ต้องหลบเข้าข้างทาง   (ระวังถูกรถที่ผ่านไปมาชนเอา)
          69หาดอกไม้หรือของฝากไปฝากคนป่วยที่ไม่รู้จัก   ที่ไม่ค่อยมีคนเยี่ยมเมื่อไปที่โรงพยาบาล  มอบกระดาษเขียนจดหมาย ปากกา และซองพร้อมแสตมป์ให้ผู้ป่วยที่อยู่โรงพยาบาลนาน ๆ เพื่อเขียนจดหมายถึงญาติมิตร (คนป่วยอยู่โรงพยาบาลนาน ๆ มักมีคนเยี่ยมน้อย)
          70ช่วยนำคนเจ็บหรือผู้ประสบอุบัติเหตุส่งโรงพยาบาล   (ระวังต้องยกตัวในท่าที่ถูกต้อง  มิฉะนั้น อาจทำให้เป็นอัมพาต  และควรหาพยานที่จะยืนยันว่าท่านมิใช่ต้นเหตุของอุบัติเหตุไว้ด้วย)
          71ช่วยผายปอดคนตกน้ำ   (ระวังไม่ควรลงไปช่วยคนตกน้ำในน้ำ  หากไม่เก่งจริง  เพราะอาจถูกดึงให้จมไปด้วยกัน   ควรโยนเชือกหรือวัตถุลอยน้ำให้)
          72ช่วยแนะนำหางานให้คนตกงาน   (ระวังไม่ควรลงนามรับประกันความเสียหายหรือประกันเงินกู้ให้ผู้อื่น  เพราะถ้าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ นายประกันอาจต้องตามไปชดใช้หนี้ภายหลัง)
          73แนะนำวิธีประกอบอาชีพหรือฝึกอาชีพให้คนที่ต้องการอาชีพ   โดยอาจจัดอบรม นำวิธีทำมาหากินส่งไปให้
          74จัดงานเชิญเด็ก คนชรา คนพิการ มาร่วมสนุก หรือไปเที่ยวในวันสำคัญ   เช่น วันสงกรานต์ วันเฉลิมพระชนมพรรษา หรือวันสถาปนาหน่วยงาน  เดินทางไปเยี่ยมบ้านคนชรา บ้านเด็กกำพร้า หรือเด็กพิการ เพื่อเลี้ยงอาหารและนำของไปเยี่ยม เน้นผู้ที่ไม่ค่อยมาเยี่ยม  ไปอ่อนหนังสือให้คนแก่ฟัง เล่นดนตรี หรือเล่านิทานให้เด็กฟัง
          75ช่วยทุกคนที่ประสบความยากลำบาก   มีปัญหา มีความทุกข์ เช่น คนหลงทาง คนกำลังหิวกระหายน้ำ คนที่ประสบอุบัติเหตุ
          76ช่วยป้องกันหรือห้ามปราม คนที่กำลังจะทะเลาะวิวาทโกรธเคืองกัน หรือจะทำร้ายกัน   แต่ต้องระวังลูกหลง (พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ คนที่ช่วยให้คนที่ทะเลาะกันกลับคืนดีกันได้ เหมือนกับที่ทรงห้าม พระญาติ ไม่ให้ทะเลาะกัน คราวย่างน้ำแม่น้ำโรหิณี)
          77สนับสนุนช่วยเหลือหน่วยงานที่สร้างประโยชน์ต่อสังคม  เช่น กาชาด วิทยุร่วมด้วยช่วยกัน มูลนิธิร่วม กตัญญู ลูกเสือชาวบ้าน โรตารี่ไลออนส์ หรือมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นต้น
          78จัดกลุ่มอาสาสมัครช่วยทำงานส่วนรวม นอกเหนือจากหน้าที่ปกติ   เช่น กลุ่มฮักเมืองน่าน กองลูกเสือนอก โรงเรียนวชิรชัย ชมรมอาชีวบำเพ็ญประโยชน์ แล้วหากิจกรรมไปทำ เช่น ไปทาสีลบรอยขีดเขียนตามกำแพง (ที่เขียนว่า ใครเป็นพ่อใคร ฯลฯ)  เก็บเศษแก้วของมีคมตามหาดทราย
          79. สนับสนุนช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม   เช่น บริจาคเงินหรือเวลาช่วยมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ โรงพยาบาล อาสากาชาด โรงเรียนสอนคนพิการ บ้านราชวิถี บ้านแรกรับเด็กอ่อนพญาไท หรือบ้านเมตตา กรุณา เป็นต้น
มอบน้ำใจด้วยการให้ การยอม หรือการเสียสละ
          80เมื่อเข้าห้องน้ำ ควรหยิบกระดาษเช็ดอ่างน้ำ     หรือเช็ดที่นั่งส้วมให้สะอาดก่อนไป  เพื่อคนที่มาใช้ภายหลังจะได้เข้าห้องน้ำสะอาด
          81เมื่อเข้าคิวกดเงินจากเอทีเอ็ม จ่ายเงินตามซุปเปอร์มาร์เกต    ถ้าไม่รีบร้อนนักเชิญให้คนที่รอข้างหลังที่รีบเร่งกว่าได้ใช้บริการก่อน
          82เมื่อขับรถติดอยู่แต่ไม่รีบเร่งมากนัก     โบกมือยอมให้รถคันหลังที่รีบเร่งกว่าแทรงเข้าหน้าไปก่อน
          83เมื่อเข้าคิวเข้าส้วม    ยอมให้คนข้างหลังที่ปวดมากกว่าเข้าส้วมก่อน
          84ออกเงินซื้ออาหาร     เช่น ข้าวหน้าเป็ดให้ขอทานที่หิวโซ
          85ออกเงินให้คนที่ไม่มีเงินหยอดโทรศัพท์สาธารณะ หรือเข้าส้วมสาธารณะ    ที่จะต้องจ่ายเงิน โดยทิ้งเหรียญบาทที่เหลือไว้ในช่องทอดเงิน
          86หาของขวัญปีใหม่หรือของขวัญวันเกิดให้คนที่ไม่เคยได้รับอะไรเลยเมื่อปีก่อน    
          87ส่งของขวัญให้คนที่เห็นแก่ตัวไม่คิดถึงคนอื่น     โดยไม่ให้รู้ว่าใครส่งมา
          88ให้ความเห็นใจ ปลอบใจ คนที่กำลังมีความทุกข์กลุ้มใจหาทางออกไม่ได้
          89บริจาคโลหิต-ดวงตา-อวัยวะหรือเงิน     ให้แก่สภากาชาดไทย หรือโรงพยาบาลต่าง ๆ และชวน คนอื่น ให้บริจาคด้วย
มอบน้ำใจด้วยความเกรงใจ
          90เมื่อโทรศัพท์ไปถึงใคร ควรถามเขาว่ากำลังยุ่งอยู่หรือเปล่า   ถ้าเขากำลังมีธุระ ควรถามว่าจะให้โทรกลับไป อีกเมื่อไหร่
          91. เมื่อมีคนโทรศัพท์มาถึงและฝากเลขหมายไว้  ควรรีบโทรกลับทันที
          92ไม่ขอหรือขอยืม ของรักของหวงของเพื่อน    
          93เมื่อขอยืมของจากผู้ใด  ต้องรีบคืนทันทีเมื่อเสร็จงานไม่ต้องรอ    
เด็กเล็ก ๆ ก็มอบน้ำใจให้ผู้อื่นได้โดย
          94สุภาพ ร่าเริง แจ่มใส     ยิ้มหวาน และพูดเพราะกับทุก ๆ คน
          95มีมารยาทดี     ทักทาย ไหว้ สวัสดี ผู้ใหญ่อย่างเหมาะสม ก้มตัวหรือคลานเมื่อจะผ่านผู้ใหญ่
          96รักษาความมีระเบียบเรียบร้อย     เก็บเสื้อผ้า และของเล่นในห้องของตนให้เรียบร้อย  ไม่ต้องให้คนอื่นมาตามเก็บให้  ทำเตียงของตนเอง กวาดห้องของตนเอง
          97รักษาความสะอาดห้องน้ำ ทิ้งขยะลงถัง     ไม่ทิ้งสิ่งสกปรกลงพื้น ถนน หรือแม่น้ำลำคลอง
          98ช่วยทำงานบ้าน     ช่วยแม่ล้างจาน กวาดบ้าน เช็ดสิ่งสกปรกที่พื้น ไม่ทำบ้านรก
          99มอบน้ำใจให้ทุกคนในบ้าน     เช่น ยกน้ำชาไปให้พ่อ แบ่งขนมให้พี่น้อง เล่นกับน้อง ช่วยน้องทำการบ้าน สอนน้องอ่านหนังสือ ช่วยน้องผูกเชือกรองเท้า ติดกระดุมเสื้อและหวีผมให้น้อง
          100ทำให้พ่อชอบใจ     ยอมให้พ่อดูข่าวโทรทัศน์ ขณะที่ตนอยากดูการ์ตูน กอดพ่อก่อนไปโรงเรียนทุกวัน
          101ทำให้คนแก่ดีใจ     ร้องเพลงให้คุณย่าฟัง อ่านหนังสือพิมพ์ นวดขาให้คุณยาย เขียนจดหมาย พร้อมส่งรูปถ่ายให้ญาติผู้ใหญ่
          102ช่วยทำงานบ้าน     เช่น ช่วยแม่ล้างจาน กวาดบ้าน เช็ดสิ่งสกปรกที่พื้น ไม่ทำบ้านรกรุงรัง
          103คลายทุกข์ให้คนอื่น     เช่น ช่วยปลอบเพื่อนที่ร้องไห้ ชวนเพื่อนที่เหงาเศร้าสร้อยไปเล่นด้วยกัน ทำให้เพื่อนเลิกทะเลาะกัน
          104แสดงความห่วงใย     พาเพื่อนที่ไม่สบายไปห้องพยาบาล ช่วยพ่อไปเยี่ยมเพื่อนซึ่งป่วยที่บ้าน หรือที่โรงพยาบาล
          105แบ่งปัน แบ่งขนมให้เพื่อน เพื่อกินด้วยกัน ไม่กินคนเดียว
          106ช่วยเหลือครูใช้ผ้าเช็ดโต๊ะเก้าอี้ครูก่อนครูเข้าห้อง ช่วยครูยกสมุดการบ้านไปห้องพักครู
          107ปฏิบัติตัวตามหนังสือ 108 วิธีสร้างน้ำใจนี้สัก 20 ข้อ    
จาก    เอกสารประกอบการสัมมนาประจำปีของกองงานศูนย์รังสิต  เมื่อ 20-22 เมษายน 2549   
        (หนังสือ 108 วิธีมอบน้ำใจให้แก่กัน ของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ)

7.30.2556

Bua

Khao Ngu Stone Park

Khao Ngu Stone Park  
          Khao Ngu Stone Park is located in the subdistrict of Ko Phlapphla and is situated at the foot of Khao Ngu Hill. It is around 8 kilometers from the town and has a cave that relates to Buddhism. 
          Inside the cave you can see a relief image of Lord Buddha which has been sculptured in wall of the cave. This image shows Lord Buddha sitting in European style and that posture is that of preaching a sermon. The posture is according to the art found during the Dvaravati period. The Buddha image is commonly known as Phra Phutthachai Tham Ruesi Khao Ngu. 
          If you look at the image carefully, you will see that it has a flat face, protruding eyes, flat nose, thick lips, curved and connected eyebrows that are thick, large curls in the hair and a halo. There is an inscription in Sanskrit from the Pallava scriptures between the ankles of the image that reads Punyakarmjara Srisamdhigupta. This script roughly translate to Srisamadhigupta is the one who purifies his mind with his good deeds. 
          In the cave there are many Buddha images made from sandstone that belong to the Ayutthaya style of art. Other attractions of Khao Ngu Stone Park include a replica of Lord Buddha's footprint, which is made from laterite and enshrine in the image hall on the top of the hill, and Tham Fa Tho, which is another cave and has sculptures of reclining Buddha, tree-shaped stuccoand a group of deities. In the north of the cave, you can a sculpture of the Two Disciples.

Ratchaburi National Museum

Ratchaburi National Museum 

          Ratchaburi Province is situated towards the west of central Thailand and has a varied topography ranging from low-lying land in the Mae Klong Basin to fields to Tanao Si Mountains in the east right until the Thailand Myanmar Border. 
          From all the historical evidences that are available, Ratchaburi Province was once one of the kingdoms of Suvarnabhumi during the reign of King Asoka of India. It was King Asoka who was instrumental in bringing the words of Lord Buddha to this region around 325 B.C. 
          Ratchaburi was also focal point for trading during ancient times as it was considered to be a gateway to Burma. This led to the province being one of the most crowded cities and would have been classified as a metropolitan because of the different races that were found there. Today, the province has many interesting things that attract tourists ranging from history, archaeological ruins, natural beauty, culture to handicrafts.                
          There is no better place than the Ratchaburi National Museum to understand the history and culture of this beautiful province. The museum is located in Na Mueang district near the Mae Klong River. Once upon the time the building used to be the city hall which was built in 1922 during the reign of King Rama VI. However, in 1983, it was converted to a national museum where exhibits highlight many different aspects of Ratchaburi. 
          The Ratchaburi National Museum is devoted to history, archaeology, ethnology, geology, traditional arts, culture and tool used by the Ratchaburi people. You can see the famous royal sword Ratchasattra of Monthon Ratchaburi as well as the radiating Bodhisattva Avalokitesvara image which is one of the five images discovered in Thailand and it has the characteristics of ancient Khmer art in Bayon style. 
          Entrance fee for visiting the Ratchaburi National Museum is 30 Baht and it open from Wednesday through Sunday from 9.00 a.m. to 4.00 p.m. The museum remains closed on Mondays, Tuesdays and on public holidays.

Wat Mahathat Worawihan

Wat Mahathat Worawihan 
        Wat Mahathat Worawihan is called Wat Na Phrathat or Wat Phra Si Rattana Mahathat by the locals. It is an old temple located in Na Mueang District of Ratchaburi Province. 
         It is believed that the temple was built during the Dvaravati era, around 10th to the 11th century, which is the same time when the old city of Ratchaburi was built. Around the 13th century, a Khmer sanctuary was built over the temple so that it would be in the center of the town as per the Khmer beliefs about the universe. Then there were fears that the sanctuary would collapse, so a new prang was built at the beginning of the Ayutthaya period. 
         That is why when people visit Wat Mahathat Worawihan, they see a mixture of styles of architecture -- Khmer and Ayutthaya styles. 
          The wihan of the temple is where the Phra Mongkhon Buri is enshrined. This is a stucco image of Lord Buddha in subduing Mara posture. The lap width of the image is around 157 inches. The image has the characteristics of pre-Ayutthaya art with its Sukhothai styled face. The image has a long body and short knees. It is facing east and another Buddha image is behind its back facing the opposite direction, which is west. This stems from the belief of asking Lord Buddha for blessings so that danger is prevented from the front as well as the back. This belief was prevalent during the Ayutthaya era and that is why the image is also called Phra Raksamueang or the protective city Buddha. 
        A boundary wall is visible in front of the wihan and it is made from laterite.

Ban Khu Bua Ancint City

Ban Khu Bua Ancient City 
          Ban Khu Bua Ancient City is situated in the subdistrict of Khu Bua in the province of Ratchaburi. This is an archaeological site which is a must see for those who interested in archaeology or the history of Thailand. 
          According to evidences found from the Ban Khu Bua Ancient City site, there are indications that Ratchaburi used to be a port city during the Dvaravati era. The architecture of the ancient city also shows that it was influenced by the Gupta School of Indian art. Further evidence shows that Buddhism has been around in Thailand for more than one thousand years. 
          Many artifacts have been discovered from the site including ancient Buddha images' heads. These are kept on display at the Ratchaburi National Museum. Some of the artifacts are also kept at Wat Klong Suwannakhiri. 
          Excavations have discovered other buildings likes Boran Sathan Wat Khlong, which is situated near the entrance of Wat Klong Suwannakhiri, around 5 kilometers south of the ancient town. This ancient building is rectangular in shape. In the north and the south, there are 3 porches. The porch in the east stretches out and forms a stairway that it used to climb to the top. The base of the building is made from laterite and then covered with cement. Then there is the second base which is shaped like a curved lotus. On the second base, bricks have been used to form rectangular panels that are decorated with stucco in the shape of Bua Fan Yak. Then there is another base on top of the second one which has rectangular niches on the top and large pilasters above. Between the pilasters there is a niche which is called Sum Charanam and the pointed end of the niche keep switching with the pilasters all along the entire line of the wall. 
          You can see another pagoda which is square shaped and has a width of 20.80 meters and height of 50.40 meters. The lower base of the pagoda is shaped like a square plinth and is made from bricks and cement. Then there is the second base shaped like a bent lotus and it has a small rectangular niche.

7.29.2556

COFFEE

เจาะลึกกาแฟมีดีอะไร
          หลังจากตื่นนอนตอนเช้าได้กาแฟหอมๆสักแก้ว จะรู้สึกกระชุ่มกระชายตลอดทั้งเช้า บางท่านรับกาแฟและขนมบางอย่างเป็นอาหารเช้า หลังจากทำงานก็ยังมี coffee break บางท่านยังดื่มหลังอาหารเที่ยงและตอนสายๆ ยิ่งต้องเข้าประชุมกาแฟหอมๆสักแก้วจะทำให้สดชื่นหายง่วง 
          ปัจจุบันการดื่มกาแฟเป็นที่นิยมการอย่างแพร่หลายตามปั้มน้ำมัน ตามห้างสรรพสินค้ามีการขายอย่างมากมาย จะเห็นได้ว่ากาแฟเป็นส่วนหนึ่งหรือบางคนอาจจะเป็นส่วนสองส่วนสามของชีวิตประจำวัน
          แต่จะมีใครกังวลหรือไม่ว่าที่เราดื่มทุกวันวันละหลายแก้วแล้วมันมีโทษ หรือคุณประโยชน์อะไรบ้าง หากคุณเป็นคอกาแฟคุณควรจะอ่านบทความนี้
ส่วนประกอบที่สำคัญของกาแฟ ส่วนประกอบที่สำคัญของกาแฟคือ caffeine หรือมีชื่อทางเคมีว่า 1,3,7-trimethylxanthine ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของยาขยายหลอดลม theophylline caffeine สามารถพบได้ในหลายชนิด ได้แก่
เมล็ดคา
เมล็ดกาแฟ
ใบชา
โคลา 
caffeine
ถูกผสมลงในน้ำอัดลม ยาแก้หวัดบางชนิด ยาแก้ปวด ยาลดน้ำหนัก
กาแฟจะถูกดูดซึมอย่างรวดเร็วหลังจากที่เราดื่มกาแฟ และจะถูกขับออกไปครึ่งหนึ่งในเวลาประมาณ 4 ชั่วโมงกาแฟจะไม่สะสมในร่างกายโดยจะถูกทำลายและขับออกหมด 
          ผู้ที่สูบบุหรี่ จะมีการขับถ่ายกาแฟมากกว่าผู้ที่ไม่สูบดังนั้นคนที่สูบบุหรี่หากต้องการการกระตุ้นของกาแฟจะต้องดื่มกาแฟบ่อยกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ คนท้องและผู้ที่กินยาคุมกำเนิดจะมีการขับกาแฟน้อยกว่าคนทั่วไป 
         กาแฟจะออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นสมองทำให้รู้สึกสดชื่นและมีสมาธิ
         ปริมาณcaffeine ที่มีในเครื่องดื่มแต่ละชนิดขึ้นกับความเข้มข้น ตารางข้างล่างเป็นตัวอย่างปริมาณกาแฟ 
         นักวิทยาศาสตร์ประมาณว่า วันหนึ่งๆเราจะรับสาร caffeine ประมาณ 250-600 มก.ซึ่งไม่เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกาย
         ผลดีของกาแฟ กาแฟจะกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางทำให้ไม่ง่วง สมาธิในการทำงานดีขึ้น ผู้ที่ดื่มกาแฟจะทำให้ไม่ง่วงนอน มีสมาธิในการทำงาน และยังทำให้ความสามารถในการทำงานดีขึ้น และยังลดอาการปวดเมื่อยเนื่องจากไขหวัด ผลต่อสมรรถภาพของร่างกายดีขึ้น เช่นการขี่จักรยาน การว่ายน้ำ เล่นกีฬาได้นานขึ้น
          ผลดีของกาแฟ จะทำให้ไม่ง่วงนอนโดยเฉพาะผู้ที่ทำงานเป็นกะ และช่วยลดอุบัติเหตุขณะขับรถ กระตุ้นอวัยวะของร่างกายและเพิ่มการเผาผลาญไขมันและช่วยลดน้ำหนักได้ด้วย กาแฟจะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะอ่อนๆดังนั้นขณะออกกำลังกายหรือหลังออกกำลังกายไม่ควรรับเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาแฟเพราะจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ
ดื่มนานๆจะติดกาแฟหรือไม่
          องค์การอนามัยโลกกล่าวว่าไม่มีหลักฐานว่ากาแฟจะเป็นสารซึ่งหากดื่มนานๆแล้วจะเสพติด การดื่มกาแฟจะเป็นนิสัยมากกว่าเสพติดเนื่องจากไม่จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณของกาแฟ และเมื่อหยุดกาแฟบางคนก็เกิดอาการปวดหรือมึนศีรษะเพียงเล็กน้อย
          ผลดีของกาแฟต่อสุขภาพ โรคหอบหืด มีรายงานว่าการดื่มกาแฟวันละ 3 แก้วจะลดอาการหอบหืด หากดื่มมากกว่า 6 แก้วการทดสอบสมรรถภาพปอดจะดีขึ้น กาแฟก็เหมือนกับพืชอื่นๆมีสาร flavanoid ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ การดื่มกาแฟจะลดอาการง่วงนอน และทำให้มีสมาธิในการทำงานดีขึ้นโดยเฉพาะผู้ที่ทำงานเป็นกะ และลดอุบัติเหตุขณะขับขี่
กาแฟช่วยลดอาการซึมเศร้าและคลายความวิตกกังวล 
          การดื่มกาแฟเป็นประจำจะลดอุบัติการณ์การเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ และยังลดอุบัติการณ์ของนิ่วในถุงน้ำดี
          มีหลักฐานพอจะเชื่อว่าการดื่มกาแฟจะป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่อดื่มวันละ 4 แก้ว 
กาแฟกันสุขภาพสตรี กาแฟกับการตั้งครรภ์ The Food Standards Agency ก่อนหน้านี้มีความเชื่อว่าการดื่มกาแฟจะเป็นผลเสียต่อการตั้งครรภ์ แต่จากหลักฐานยังไม่พบผลเสียดังกล่าว ประเทศอังกฤษได้แนะนำว่า การดื่มวันละ 3-4 แก้วขณะตั้งครรภ์ไม่เกิดผลเสีย สำหรับผู้ที่ตั้งท้องหากงดได้ก็น่าจะงด
         การเป็นหมัน พบว่าหากดื่มกาแฟมากกว่า 1แก้วจะมีโอกาสเกิดการเป็นหมันเพิ่มขึ้น 
         กาแฟกับโรคกระดูกพรุน ยังมีรายงานทั้งสนับสนุนว่า การดื่มกาแฟทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน บางรายงานก็กล่าวว่าไม่เกิดโรค ผู้ที่เกิดโรคกระดูกพรุนมักจะได้รับแคลเซียมไม่พอแนะนำว่าควรจะดื่มนมเริมสำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 2 แก้วขึ้นไป
          กาแฟกับโรคมะเร็ง มีรายงานจาก World Cancer Research Fund ว่าการดื่มกาแฟปริมาณปานกลางไม่มีความสัมพันธ์กับโรคมะเร็ง มีรายงานกล่าวว่าการดื่มกาแฟมีผลดีต่อการป้องกันมะเร็งตับอ่อนเล็กน้อย มีรายงานว่าการดื่มกาแฟอาจจะมีผลป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ 
         กาแฟกับโรคหัวใจ เท่ามีรายงานขณะนี้พบว่าการดื่มกาแฟวันละ 4 แก้วไม่มีความสัมพันธ์กับโรคหัวใจ การดื่มกาแฟเป็นประจำไม่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น การดื่มกาแฟครั้งแรกจะทำให้ความดันขึ้นชั่วคราว
          กาแฟกับโรคเบาหวาน จากการศึกษาพบว่าการดื่มกาแฟจะทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินเพิ่มขึ้น 15 % กรดไขมันในเลือดเพิ่มขึ้น ฮอร์โมน epinephrine เพิ่มสูงขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลเสียต่อผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน
สนับสนุนข้อคิดนานาสาระ
สเต็มเซลล์ (Stem Cell) คือ อะไร (What is Stem Cell ?) 

          สเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือ เซลล์ต้นกำเนิด คือ เป็นเซลล์อ่อนที่ไม่มีหน้าที่ของเซลล์ที่เฉพาะเจาะจง สามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ได้ และ พร้อมจะเจริญเติบโต เปลี่ยนแปลงเพื่อไปทำหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งที่เฉพาะเจาะจงได้ หรือกลายเป็นเซลล์ของเนื้อเยื่อชนิดต่างๆในร่างกายได้ 
          สเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือ เซลล์ต้นกำเนิด พบได้จากตัวอ่อนระยะ blastocyst และในเนื้อเยื่อที่โตเต็มวัย เช่น เลือด ฟันน้ำนม ผิวหนัง สายสะดือ ไขกระดูก โดยสเต็มเซลล์(Stem Cell) หรือ เซลล์ต้นกำเนิด จากไขกระดูกในผู้ใหญ่นั้นมีหน้าที่สร้างเม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ ในระบบเลือด รวมถึงเซลล์ที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายอีกด้วย 
          ดังนั้นไขกระดูกจึงมีความสำคัญมากในทางการแพทย์ โดยปกติเซลล์แต่ละเซลล์ในร่างกายของมนุษย์จะทำหน้าที่จำเพาะอย่างใดอย่างหนึ่งจะไม่ย้อนกลับมาเป็น สเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือ เซลล์ต้นกำเนิด อีก ตัวอย่างของเซลล์ที่พัฒนาไปจนสุดทางจนเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง เช่น เซลล์สมอง เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เซลล์เหล่านี้เมื่อตายไปแล้ว จะไม่มีเซลล์ใหม่มาทดแทนได้อีก
          ปัจจุบันได้มีนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยมากมายที่สนใจในการนำสเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือ เซลล์ต้นกำเนิดมาใช้ในการรักษาโรค เช่น โรค ลิวคิเมีย(Leukemia) ธาลัสซีเมีย(Thalassemia) อัลไซเมอร์(Alzheimer) กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เบาหวาน พาร์กินสัน(Parkinson) อัมพาตไขสันหลัง ให้หายขาดได้